จากกรณีที่ คุณป้า มรกต มาพบพันธ์ น้องสาวแท้ๆ และ น.ส.จารุทรรศน์ มาพบพันธุ์ อายุ 50 ปี หรือ ปุ๊ก ลูกสาวแท้ๆของ"ลุงโยธิน" หรือ นายโยธิน มาพบพันธ์ อายุ 73 ปี อดีตดาราสมทบหลายเรื่องที่ได้เดินทางไปออกรายการ“เปิดปากกับภาคภูมิ“ทางงช่องไทยรัฐทีวีเมื่อวาน(22 ตุลาคม 69) ที่ผ่านมา

โดยในช่วงหนึ่งทางด้าน นางสาวพรทิพา สุพัฒนุกูล หรือ ผอ.ฟ้า ผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ฟ้าให้ทีวี และเจ้าของพิพิธภัณฑ์อนุรักษ์พุทธศิลป์มรดกไทย มรดกธรรม สมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังสี และ นายโยธิน มาพบพันธ์ อายุ 73 ปี อดีตดาราสมทบหลายเรื่อง ได้มีการส่วนอินเข้าพูดคุยภายในรายการจนเกิดการปะทะคารมกันระหว่าง ผอ.ฟ้า และทางญาติของคุณลุงโยธิน จนเกิดกระแสดราม่าเกิดขึ้นอีกครั้งในประเด็นหลายเรื่อง

ล่าสุดวันนี้(23 ตุลาคม 69) ผู้สื่อข่าวรายงานว่าที่ สถานีโทรทัศน์ฟ้าให้ทีวี ตั้งอยู่ ซอยเทศบาล1 ต.ลำลูกกา อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี ทางด้าน นางสาวพรทิพา สุพัฒนุกูล หรือ “ผอ.ฟ้า”พร้อมด้วย นายโยธิน มาพบพันธ์ อายุ 73 ปี อดีตดาราสมทบหลายเรื่องได้มีการแถลงต่อสื่อมวลชนกรณีดราม่าที่เกิดขึ้นมาอีกหลังไปออกรายการ“เปิดปากกับภาคภูมิ”ทางช่องไทยรัฐทีวี โดยก่อนจะแถลงประเด็นดราม่าที่เกิดขึ้นมานั้นทาง ผอ.ฟ้า ได้นำบัญชีเงินฝากของลุงโยธินนำไปอัพสมุดบัญชีล่าสุดว่ามีเงินเข้ามาบัญชีหลังมียอดบริจาคจากคนในวงการบันเทิงมีจำนวนเงินทั้งสิ้น 167,396 บาทโชว์ให้สื่อมวลชนได้ดู

โดย ลุงโยธินเปิดใจสั้นๆด้วยสีหน้าเศร้าสร้อยกรณีลูกสาวและน้องสาวถูกกล่าวถึงในประเด็นดิสเครดิต ยืนยันไม่เสียใจ พร้อมประกาศจุดยืนขออยู่กับ ผอ.ฟ้า ต่อไปจนกว่าจะเสียชีวิต แม้ในอนาคตญาติพี่น้องจะมาขอรับตัวกลับไปอยู่ด้วยก็ตาม ตนยืนยันว่าจะขอพักอาศัยอยู่ในสถานที่ปัจจุบันต่อไป โดยไม่คิดกลับไปอยู่ที่เดิม และหากในอนาคตมีญาติพี่น้องมาขอรับตัวกลับ ก็ยังคงยืนยันจุดยืนเดิม ตนขอบคุณ ผอ.ฟ้า ที่ให้ความเมตตาและดูแลตนเป็นอย่างดี ในชีวิตไม่เคยมีความสุขและรู้สึกดีใจเช่นนี้มาก่อน

ส่วนทางด้านนางสาวพรทิพา สุพัฒนุกูล หรือ “ผอ.ฟ้า”ได้กล่าวเปิดเผยแก่สื่อมวลชนในประเด็นดราม่าที่เกิดขึ้นหลังมีการโฟนอินเข้าพูดคุยกับทางญาติของลุงโยธินด้วยความอัดอั้นว่ากรณีเกิดกระแสดราม่าหลังไปออกรายการเปิดปากกับภาคภูมิ ช่องไทยรัฐทีวี พร้อมถูกตั้งคำถามเกี่ยวกับประเด็นข้อกฎหมายและข้อกล่าวหาเรื่องการหิวแสง โดย ผอ.ฟ้า กล่าวยืนยันว่าไม่กังวลเรื่องคดีความ เนื่องจากคำพูดดังกล่าวเกิดขึ้นจากการพูดถึงประเด็นที่อีกฝ่ายหยิบยกขึ้นมาก่อน การรื้อฟื้นเรื่องราวในอดีต ทั้งที่ลุงโยธินมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีและมีความสุขแล้ว อีกทั้งยังมีปัญหาสุขภาพ จึงมองว่าคนในครอบครัวควรพูดคุยกันเพื่อหาทางออกและปล่อยวางเรื่องที่ผ่านมา

ส่วนกรณีที่มีการกล่าวถึงลูกสาวของลุงโยธินว่าไม่ดูแลพ่อนั้น ผู้ที่กล่าวหาได้มีหลักฐานหรือไม่ ซึ่งก่อนที่น้องสาวและลูกสาวของลุงโยธินจะออกมาแสดงตัวต่อสาธารณะ คนทั่วไปยังไม่ทราบด้วยซ้ำว่าบุคคลเหล่านี้เป็นใคร และกระแสวิพากษ์วิจารณ์ที่เกิดขึ้นตามมานั้นเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงให้รอบด้าน โดยตนอยู่ใกล้ชิดและดูแลลุงโยธินมาเกือบ 10 วัน ได้รับฟังเรื่องราวจากหลายฝ่าย ทั้งเรื่องที่ลุงโยธินพูดถึงและประเด็นที่สมาชิกในครอบครัวกล่าวอ้าง แต่บางเรื่องไม่สามารถเปิดเผยต่อสาธารณะได้ เนื่องจากเป็นเรื่องส่วนตัวภายในครอบครัว และไม่ต้องการเข้าไปก้าวก่ายเกินขอบเขต

ซึ่งกรณีข้อพิพาทเกี่ยวกับการดูแลลุงโยธิน ตนเองไม่รู้สึกหวั่นเกรงหากเรื่องเข้าสู่กระบวนการ พร้อมเชื่อมั่นในความยุติธรรมของศาล สังคม และสื่อมวลชน โดยยืนยันว่าการกระทำของตนมีเป้าหมายเพื่อปกป้องผู้ที่ไม่สามารถสื่อสารหรือโต้แย้งได้อย่างเต็มที่ การเข้ามาดูแลลุงโยธินในช่วงแรกไม่ได้คาดคิดว่าจะกลายเป็นกระแสสังคม โดยตั้งใจดูแลเสมือนคนในครอบครัว ด้วยความเชื่อเรื่องการทำบุญและต้องการช่วยเหลือให้ดีที่สุด แต่เมื่อเกิดข้อพิพาทระหว่างลุงโยธินกับสมาชิกในครอบครัว ก็มีความกังวลว่าสถานการณ์ดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจและสุขภาพของลุงโยธิน จากการสังเกต ช่วงแรกที่ลุงโยธินมาอยู่ด้วยมีอารมณ์ร่าเริงและพูดได้ชัดเจนกว่าปัจจุบัน ขณะที่ความเครียดอาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลต่อสภาพจิตใจและสุขภาพ นอกจากนี้ ยังพบปัญหาการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ ซึ่งเป็นสิ่งที่เธอพบเห็นด้วยตนเอง และยืนยันว่าพร้อมดูแลโดยไม่รังเกียจ เพราะมองว่าเป็นเรื่องที่ต้องเข้าใจและไม่ควรใช้เป็นเหตุให้เกิดอคติ

การที่สมาชิกในครอบครัวออกมาพูดถึงเรื่องราวในมุมมองของตนเองนั้น เป็นความรู้สึกของแต่ละฝ่าย แต่สิ่งสำคัญคือควรทำความเข้าใจด้วยว่าลุงโยธินต้องการอะไร โดยเฉพาะในช่วงบั้นปลายชีวิต ซึ่งแม้จะมีครอบครัวอยู่ แแต่ก็อาจไม่ได้รับความเข้าใจในสิ่งที่ตนเองต้องการอย่างแท้จริง ทั้งนี้ลุงโยธินเคยบอกกับตนเองถึงความต้องการที่จะทำงานและหาเงินเลี้ยงดูตัวเอง แม้จะเป็นงานรักษาความปลอดภัยก็พร้อมทำ เพื่อให้มีรายได้สำหรับใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน โดยระบุว่าเท่าที่ลุงโยธินเคยพูดกับเธอและสื่อมวลชน ไม่เคยกล่าวโทษว่าลูกสาวหรือน้องสาวทอดทิ้งหรือไม่เลี้ยงดู แต่เคยบอกว่ารู้สึกละอายใจที่จะกลับไปหาลูก เพราะที่ผ่านมาไม่ได้เป็นผู้เลี้ยงดูลูกด้วยตนเอง

สำหรับปัญหาความสัมพันธ์ในครอบครัวที่เกิดขึ้นในอดีต ตนเองมองว่า สิ่งสำคัญในเวลานี้คือการหันมาให้ความสำคัญกับชีวิตความเป็นอยู่และสภาพจิตใจของลุงโยธินในปัจจุบัน โโดยเฉพาะเมื่อมีโรคประจำตัวและจำเป็นต้องได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม ตั้งแต่ลุงโยธินมาอยู่ด้วย ตนได้พยายามดูแลและช่วยปรับพฤติกรรมต่าง ๆ โดยเฉพาะการหยุดสูบบุหรี่ ซึ่งลุงโยธินสามารถหยุดได้ แม้เป็นสิ่งที่ทำได้ยากสำหรับผู้ที่สูบบุหรี่เป็นประจำ จึงมองว่าลุงโยธินไม่ได้เป็นคนดื้ออย่างที่บางฝ่ายเข้าใจ แต่คำพูด กำลังใจ และสภาพแวดล้อมรอบตัวอาจมีผลต่อพฤติกรรมและความรู้สึกของผู้สูงวัยทั้งนี้ลุงโยธินไม่ได้ระบุว่าลูกสาวหรือน้องสาวเป็นคนไม่ดี แต่เป็นเรื่องของสภาพแวดล้อมที่เจ้าตัวรู้สึกไม่สามารถปรับตัวหรือยอมรับได้ จึงอยากให้ทุกฝ่ายหันมาให้ความสำคัญกับการดูแลชีวิตความเป็นอยู่ในปัจจุบัน และคำนึงถึงความรู้สึกของลุงโยธินเป็นสำคัญ

ซึ่งในขณะนี้คุณลุงโยธินมีปัญหาเกี่ยวกับระบบประสาทและการทำงานของสมอง ส่งผลต่อการพูดและการสื่อสาร ทำให้ต้องใช้เวลาในการตอบคำถามและทำความเข้าใจสิ่งที่พูดคุยกันที่มีลักษณะคล้ายเด็กที่กำลังฝึกพูดและฟื้นฟูความสามารถในการสื่อสาร จากผลตรวจทางการแพทย์ที่พบความผิดปกติบริเวณสมองด้านซ้าย โดยระบุว่าแพทย์ได้สอบถามถึงความเป็นไปได้ที่จะเกิดการกระแทกหรือหกล้ม ซึ่งลุงยืนยันว่าไม่ได้หกล้ม

โดยตนเองได้จัดสภาพแวดล้อมที่พักให้ลุงโยธินได้พักผ่อน ทำสมาธิ และออกกำลังกาย พร้อมติดตั้งกล้องวงจรปิดในบริเวณที่เหมาะสมเพื่อดูแลความปลอดภัย โดยยืนยันว่าไม่ได้ติดตั้งกล้องในห้องน้ำและห้องนอน เนื่องจากต้องคำนึงถึงความเป็นส่วนตัว รวมถึงจัดให้มีคนดูแลอย่างใกล้ชิด เพราะผู้สูงอายุที่มีปัญหาสุขภาพอาจเกิดอุบัติเหตุได้หากอยู่ตามลำพัง ในช่วงที่เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับสมาชิกในครอบครัว มีบางวันที่สังเกตเห็นลุงโยธินมีความทุกข์ใจ จึงพยายามดูแลสภาพจิตใจและลดความเครียดให้มากที่สุด ซึ่งการดูแลผู้สูงอายุที่มีปัญหาด้านสุขภาพและการสื่อสารไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องอาศัยความเข้าใจและความร่วมมือจากทุกฝ่าย ซึ่งเจตนารมณ์ในการดูแลลุงโยธินเสมือนเป็นคนในครอบครัว และระบุว่า หากลุงไม่ยินยอมกลับไป แม้จะมีลูกหลาน ตนก็พร้อมรับผิดชอบดูแลไปตลอดชีวิตของลุง ตามที่เคยกล่าวไว้ในรายการโทรทัศน์

ทั้งนี้ทางด้านนายโยธิน มาพบพันธ์ อายุ 73 ปี อดีตดาราสมทบหลายเรื่อง ได้พาผู้สื่อข่าวไปดูห้องพักใหม่ที่ทางด้านนางสาวพรทิพา สุพัฒนุกูล หรือ “ผอ.ฟ้า”ได้จัดเตรียมให้ใหม่และใหญ่กว่าเดิมที่บ้านเลขที่ 28/3 ม.20 ต.ลำลูกกา อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี ซึ่งใช้เป็นสถานที่ที่พักสงฆ์ของทาง ผอ.ฟ้า โดยห้องใหม่ของคุณลุงโยธิน นั้นมีสิ่งอำนวยความสะดวกเพิ่มขึ้นจากเดิมคือมีโซฟา ที่นั่งสำหรับผู้สูงอายุ เตียงนอน แอร์ พัดลม และทีวี โดยคุณลุงโยธินกล่าวเพียงว่าได้ห้องใหม่ใหญ่กว่าเดิมนอนสบายขอขอบคุณ ผอ.ฟ้า ที่ให้ความเมตตาแก่ลุงในครั้งนี้