วันที่ 8 พ.ย. 2569 สืบเนื่องจากกรณีเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2569 เกิดเหตุหญิงสูงอายุรายหนึ่งตกเป็นเหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หลังถูกกลุ่มมิจฉาชีพโทรศัพท์เข้ามาหลอกลวง โดยแอบอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ พร้อมข่มขู่ว่าผู้เสียหายมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีฟอกเงิน และจำเป็นต้องนำทรัพย์สินมาตรวจสอบ ทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อ ก่อนนำทองคำรูปพรรณน้ำหนักรวม 5 บาท ไปส่งมอบให้กับม้ารับของบริเวณห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งย่านเตาปูน

หลังจากได้รับทองคำแล้ว ขบวนการดังกล่าวได้ส่งต่อทรัพย์สินให้กับนายเอ (นามสมมติ) อายุ 18 ปี ซึ่งเป็นผู้ต้องหาในคดีคอลเซ็นเตอร์และเคยถูกดำเนินคดีที่ สน.ราษฎร์บูรณะ มาแล้ว เพื่อนำทองคำไปขายแลกเป็นเงินสด ก่อนปฏิบัติตามคำสั่งของบอสชาวจีน ด้วยการนำเงินสดใส่ถุงไปวางไว้บริเวณชั้นล่างของอพาร์ตเมนต์แห่งหนึ่ง ภายในซอยประชาราษฎร์บำเพ็ญ 13 แขวงห้วยขวาง เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร เพื่อให้ชายชาวจีนมารับเงินและนำขึ้นไปเก็บไว้ภายในห้องพัก

จากนั้น ชุดสืบสวนนำโดย กก.วิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ บก.สส.บช.น. ร่วมกับ กก.สส.บก.น.8 และ บก.สส.สตม. ได้เร่งสืบสวนแกะรอยเส้นทางการเงิน พร้อมรวบรวมพยานหลักฐาน จนทราบว่าชายชาวจีนที่มารับเงินดังกล่าวคือ นายเอ (นามสมมติ) อายุ 47 ปี ก่อนรวบรวมหลักฐานขออนุมัติศาลอาญาออกหมายจับ

ต่อมาเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2569 เวลาประมาณ 14.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจนำกำลังเข้าตรวจสอบอพาร์ตเมนต์แห่งดังกล่าว ก่อนพบผู้ต้องหาชาวจีนรายนี้บริเวณชั้นล่างของอาคาร จึงแสดงตัวเข้าจับกุมตามหมายจับ ในข้อหา ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน โดยแสดงตนเป็นคนอื่นหรือเป็นผู้สนับสนุนให้ผู้อื่นร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น

ภายหลังจับกุม ผู้ต้องหายินยอมให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นห้องพักเลขที่ 504 โดยพบของกลางหลายรายการ ประกอบด้วย สมุดบัญชีธนาคาร 6 เล่ม โทรศัพท์มือถือ 14 เครื่อง เงินสด 36,700 บาท และบัตรเครดิตหรือบัตรเดบิตอีก 12 ใบ ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ตรวจยึดไว้เป็นหลักฐานประกอบคดี

จากการสอบสวน นายเอ (นามสมมติ) ให้การรับสารภาพว่า มีหน้าที่รับเงินสดจากกลุ่มม้าคนไทยที่ตระเวนหลอกลวงผู้เสียหายมาส่งมอบให้ ก่อนนำเงินสดไปแปลงเป็นสกุลเงินดิจิทัลคริปโตเคอร์เรนซี USDT แล้วโอนต่อไปยังหัวหน้าขบวนการตามคำสั่ง เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สน.เตาปูน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม ระหว่างเจ้าหน้าที่เข้าปฏิบัติการตรวจค้นภายในห้องพัก ยังพบหนังสือเดินทางของนายบี (นามสมมติ) อายุ 40 ปี สัญชาติจีน โดยเมื่อตรวจสอบเบื้องต้นไม่พบร่องรอยตราประทับการเดินทางเข้า-ออกราชอาณาจักรในหน้าหนังสือเดินทางแต่อย่างใด

เมื่อสอบถามผู้ต้องหารายแรก อ้างว่าหนังสือเดินทางดังกล่าวเป็นของเพื่อนที่พักอยู่ห้องเลขที่ 501 ซึ่งตั้งอยู่ฝั่งตรงข้าม เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองจึงตรวจสอบข้อมูลการเดินทางผ่านระบบฐานข้อมูล พบว่าไม่มีประวัติการเดินทางเข้าประเทศไทยอย่างถูกต้องตามกฎหมาย จึงเชื่อว่าอาจเป็นบุคคลที่ลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย

จังหวะเดียวกัน นายบี (นามสมมติ) ได้เปิดประตูห้องพักเลขที่ 501 ออกมาพอดี เจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวเข้าตรวจสอบ โดยเจ้าตัวยืนยันว่าเป็นบุคคลเดียวกับที่ปรากฏในหนังสือเดินทาง พร้อมยอมรับว่าลักลอบเดินทางออกจากมณฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน ก่อนนั่งรถยนต์ผ่านประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาในประเทศไทย โดยไม่ได้ผ่านกระบวนการตรวจคนเข้าเมือง และหลบซ่อนตัวอยู่ในประเทศไทยนานกว่า 1 ปี

เจ้าหน้าที่จึงแจ้งข้อหา เป็นบุคคลต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ก่อนควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวน บก.สส.สตม. เพื่อดำเนินคดีตามขั้นตอนกฎหมาย

นอกจากนี้ เมื่อเจ้าหน้าที่ประสานข้อมูลเชิงลึกไปยังทางการจีน ยังได้รับการยืนยันว่า นายบี (นามสมมติ) มีหมายจับติดตัวจากมณฑลซานตง สาธารณรัฐประชาชนจีน ในความผิดเกี่ยวกับการเป็นแก๊งสแกมเมอร์ หลอกลวงผู้เสียหายให้ช่วยกดสั่งซื้อสินค้าเพื่อปั่นยอดขาย โดยอ้างว่าจะจ่ายค่าคอมมิชชันตอบแทน ก่อนเชิดเงินหลบหนีไปในที่สุด และเข้ามาหลบซ่อนตัวอยู่ในประเทศไทย จนกระทั่งถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจไทยสนธิกำลังเข้าตรวจค้นและจับกุมได้ในครั้งนี้