วันที่ 30 ตุลาคม 2569 ทนายเปิ้ล ศิริขวัญ นิลกรรณ์ ที่ปรึกษากฎหมายและทนายความมูลนิธิองค์กรทำดี ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เพื่อชี้แจงถึงบทบาทและหน้าที่ของตัวเองภายในมูลนิธิองค์กรทำดี หลังเกิดปัญหาใหญ่ขึ้น พร้อมเล่าถึงจุดเริ่มต้นที่ได้เข้ามาช่วยงาน รวมถึงยืนยันว่าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเงินของมูลนิธิ โดยระบุข้อความว่า

ขออนุญาตชี้แจงเกี่ยวกับตัวเอง 1 โพสต์นะคะ

เปิ้ลเป็นนักกฎหมาย จบปริญญาตรี โท ธรรมศาสตร์ เนติบัณฑิต ทำงานในวิชาชีพกฎหมายรักษาจรรยาบรรณวิชาชีพมาอย่างดี และใช้ความรู้ความสามารถในการทำงานจนได้มีโอกาสเข้าทำงานในตำแหน่งสำคัญต่างๆ อีกหลายตำแหน่ง

จากความตั้งใจที่จะนำความรู้ด้านกฎหมายมาใช้ช่วยเหลือสังคม ทำให้เปิ้ลได้มีโอกาสติดต่อกับพี่บุ๋ม เพื่อช่วยดูแลงานด้านกฎหมายเกี่ยวกับคดีข่มขืนในช่วงที่พี่บุ๋มทำงานด้านนี้ จึงทำให้ทั้งคู่รู้จักกันและร่วมทำงานเพื่อสังคมในด้านต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง กระทั่งพี่บุ๋มชักชวนให้เข้ามาช่วยจัดตั้งมูลนิธิองค์กรทำดี เปิ้ลจึงเข้ามาดำเนินการจดทะเบียนจัดตั้งมูลนิธิ และทำหน้าที่เป็นคณะกรรมการดูแลงานด้านกฎหมาย

ตลอดระยะเวลาที่เข้ามาช่วยงาน ส่วนใหญ่เปิ้ลจะรับผิดชอบให้คำปรึกษาและช่วยเหลือในประเด็นทางกฎหมายแก่ผู้ที่เข้ามาขอความช่วยเหลือ ไม่ว่าจะเป็นกรณีถูกข่มขืน การถูกคุกคามทางเพศ ปัญหาครอบครัว เรื่องที่เกี่ยวข้องกับเด็ก รวมถึงคดีความด้านกฎหมายอื่นๆ โดยไม่เคยเรียกเก็บค่าใช้จ่ายใดๆ เพราะมองว่าเป็นการนำความรู้ทางกฎหมายมาสร้างประโยชน์ให้กับสังคมและถือเป็นการทำบุญอีกทางหนึ่ง

นอกจากงานด้านกฎหมายแล้ว เมื่อเกิดเหตุภัยพิบัติต่างๆ เปิ้ลก็เข้าไปช่วยเหลืองานของมูลนิธิร่วมกับทีมกู้ภัย ทั้งการช่วยแพ็กและจัดเตรียมสิ่งของ การประสานงานจัดส่งถุงยังชีพและข้าวกล่อง ตลอดจนร่วมทำงานช่วยเหลือผู้ประสบภัยในด้านต่างๆ ตามกำลังที่สามารถทำได้

ส่วนงานเอกสารของมูลนิธิ เปิ้ลมีหน้าที่ช่วยตรวจสอบและดูแลในกรณีที่ต้องดำเนินการจดทะเบียนหรือจัดทำเอกสารที่เกี่ยวข้อง เช่น การย้ายที่ตั้งมูลนิธิ การจัดทำหนังสือมอบอำนาจ และรายงานการประชุม อย่างไรก็ตาม เนื่องจากปกติมีภาระงานของตัวเองค่อนข้างมาก อีกทั้งยังต้องดูแลลูกๆ ทั้ง 4 คน จึงเข้าไปช่วยงานมูลนิธิตามเวลาที่สะดวก

สำหรับเรื่องการเงินของมูลนิธิ เปิ้ลยืนยันว่าไม่ได้เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง และไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับรายรับหรือรายจ่ายว่าได้รับเงินมาเท่าไร หรือนำไปใช้จ่ายในส่วนใดบ้าง เนื่องจากไม่ได้สอบถาม เพราะเป็นหน้าที่ที่พี่บุ๋มเป็นผู้ดูแลจัดการเอง นอกจากนี้ เปิ้ลยังเคยร่วมบริจาคเงินให้กับมูลนิธิด้วยตัวเอง ส่วนเรื่องการก่อสร้างอาคารก็รับรู้จากการที่เข้าไปทำงานและเห็นว่ามีการก่อสร้างอย่างต่อเนื่อง โดยมองว่าพื้นที่ดังกล่าวมีความกว้างขวางและสะดวกต่อการจัดเก็บสิ่งของบริจาค รวมถึงรถ เรือ และอุปกรณ์ต่างๆ ที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก

เมื่อเกิดปัญหาใหญ่ขึ้นในครั้งนี้ เปิ้ลยอมรับว่ารู้สึกตกใจและเกิดความเครียดไม่ต่างกัน เพราะที่ผ่านมาเป็นผู้ที่ไว้วางใจและให้เกียรติพี่บุ๋มมาโดยตลอด เนื่องจากเห็นว่าพี่บุ๋มลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้คนอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางไปช่วยเหลือประชาชนตามแนวชายแดน พื้นที่ประสบอุทกภัย การช่วยเหลือผู้ป่วย หรือการขนย้ายศพ ซึ่งพี่บุ๋มมักเดินทางไปถึงพื้นที่ก่อนคนอื่นเสมอ จนบางครั้งเปิ้ลเองยังรู้สึกเหนื่อยแทน โดยไม่ได้คิดถึงเรื่องเงินทองหรือผลประโยชน์ใดๆ และพยายามช่วยเหลือเท่าที่ทำได้ เช่นเดียวกับคนส่วนใหญ่ที่เข้ามาร่วมงานกับมูลนิธิ ซึ่งต่างก็เป็นจิตอาสาที่ตั้งใจเข้ามาช่วยเหลือสังคม

สำหรับสถานการณ์ในปัจจุบัน เปิ้ลพยายามเข้าไปช่วยตรวจสอบและติดตามว่าปัญหาที่เกิดขึ้นมีจุดใดบ้าง รวมถึงตรวจสอบยอดเงินและรายละเอียดต่างๆ เพื่อให้สามารถดำเนินการแก้ไขได้อย่างถูกต้อง และติดตามการชดใช้เงินให้เรียบร้อย หลังจากนั้นตั้งใจว่าจะยื่นลาออกและยุติบทบาทการทำงานช่วยเหลือผู้อื่น โดยให้เหตุผลว่าสังคมในปัจจุบันโหดร้ายเกินไป คนที่ตั้งใจทำความดีอาจได้รับเพียงการยอมรับว่าเป็นเรื่องปกติ แต่เมื่อเกิดความผิดพลาดกลับถูกซ้ำเติมอย่างหนัก

ท้ายที่สุด เปิ้ลระบุว่าต้องการกลับไปให้ความสำคัญกับการดูแลครอบครัว ลูกๆ ทั้ง 4 คน และธุรกิจของตัวเอง พร้อมย้ำว่าจากนี้ไปคงต้องหันมาดูแลและปกป้องตัวเอง รวมถึงพร้อมต่อสู้เพื่อความถูกต้องอย่างเต็มที่ เพราะที่ผ่านมาได้ทุ่มเทช่วยเหลือผู้อื่นมาเป็นจำนวนมาก และเชื่อมั่นในความดีและความบริสุทธิ์ใจของตัวเองว่าสามารถพิสูจน์ได้ทุกอย่าง จึงขอสู้เพื่อชีวิตและอนาคตของตัวเอง พร้อมฝากขอกำลังใจจากเพื่อนๆ และพี่น้องทุกคน โดยเชื่อว่าผู้ที่รู้จักกันย่อมเข้าใจและรู้ดีว่าเปิ้ลเป็นคนอย่างไร ก่อนจะลงท้ายข้อความด้วยคำว่า รักทุกคนค่ะ

เรียบเรียงโดย มุมข่าว