วันที่ 22 ตุลาคม 2569 มีรายงานว่า อดีตภรรยาคนที่ 2 ของนายโยธิน มาพบพันธุ์ หรือ ลุงโยธิน อดีตนักแสดงชื่อดังวัย 73 ปี ส่งคลิปวิดีโอจากเมืองโอ๊คแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์ ผ่าน น.ส.จารุทรรศน์ มาพบพันธุ์ ลูกสาวคนโตของนายโยธิน เพื่อให้สื่อมวลชนนำเสนอเรื่องราวชีวิตคู่ตั้งแต่เริ่มคบหากันจนถึงขั้นฟ้องหย่า หลังอดีตสามีให้สัมภาษณ์ในรายการ เปิดปาก โดยระบุว่าตนเองตกอับ ไม่มีที่พักอาศัย และไม่มีญาติพี่น้องคอยดูแล อีกทั้งยังพาดพิงถึงอดีตภรรยาและลูกชาย ทำให้เธอตัดสินใจออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงอีกด้านเกี่ยวกับสาเหตุการหย่าร้างและเหตุผลที่ลูกชายตีตัวออกห่าง โดยระบุว่าเป็นผลจากพฤติกรรมใช้ความรุนแรงและด่าทอด้วยถ้อยคำหยาบคายของอดีตสามี

อดีตภรรยาคนที่ 2 เปิดเผยว่า เธอรู้จักกับนายโยธินในช่วงที่ทำงานอยู่โรงแรมแห่งหนึ่งในย่านธุรกิจของกรุงเทพมหานคร ก่อนจะเริ่มคบหากัน แต่เมื่อทราบว่าฝ่ายชายมีครอบครัวอยู่แล้ว จึงขอแยกทาง ต่อมานายโยธินนำใบสำคัญการหย่ามาแสดงเพื่อยืนยันสถานะ ทำให้เธอใจอ่อนกลับไปคบหาอีกครั้งและจดทะเบียนสมรสกัน อย่างไรก็ตาม ระหว่างใช้ชีวิตคู่ทั้งสองมักมีปากเสียงกัน และเธอเคยถูกนายโยธินทำร้ายร่างกายภายในห้องนอน จนต้องใช้ไม้แขวนเสื้อฟาดเพื่อป้องกันตัวเอง
จากนั้นนายโยธินเดินออกไปทางห้องครัว ขณะที่มารดาของฝ่ายชายรีบเข้ามาลงกลอนประตูห้องและยืนขวางทางไว้ เมื่ออดีตสามีพยายามพังประตูเข้ามา มารดาจึงเข้าห้ามปรามจนเหตุการณ์สงบลง ภายหลังเธอทราบว่าอดีตสามีไปหยิบมีดจากห้องครัว ซึ่งเธอเชื่อว่าอาจนำมาใช้ทำร้ายตน เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้รู้สึกหวาดกลัวอย่างมาก แม้แม่สามีจะเคยเตือนให้หนีออกมา แต่เธอยังคงอดทนใช้ชีวิตคู่ต่อไป เพราะหวังว่าสามีจะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม
อดีตภรรยาคนที่ 2 กล่าวต่อว่า ภายหลังเธอตัดสินใจตั้งครรภ์ โดยหวังว่าการมีลูกจะช่วยเปลี่ยนนิสัยของสามีได้ แต่สถานการณ์กลับไม่เป็นไปตามที่คิด นายโยธินไม่เคยกลับมาดูแล ปล่อยให้เธอต้องไปฝากครรภ์และทำงานหาเงินด้วยตัวเองเพียงลำพัง เมื่อใกล้ถึงกำหนดคลอด เธอจึงตัดสินใจย้ายกลับไปอยู่บ้านเกิดในภาคเหนือ โดยไม่ได้รับเงินช่วยเหลือจากอดีตสามี กระทั่งลูกมีอายุ 3 เดือน นายโยธินเดินทางมาเยี่ยม แต่ไม่ได้ซื้อสิ่งของใด ๆ มาฝากลูก ทั้งยังขอเงินเป็นค่าเดินทางกลับกรุงเทพมหานคร ซึ่งเธอก็ยอมให้ไป ก่อนที่ฝ่ายชายจะหายหน้าไปอีกครั้งจนลูกอายุ 8 เดือน จึงกลับมาเยี่ยมใหม่และพักอยู่ประมาณ 2-3 วัน แต่กลับขโมยเงินจำนวน 3,000 บาท ซึ่งเธอเตรียมไว้สำหรับซื้อของใช้ให้ลูกไปโดยไม่ได้รับอนุญาต
เธอระบุอีกว่า ตลอดระยะเวลาที่ใช้ชีวิตคู่ร่วมกันประมาณ 4 ปี ก่อนจะย้ายกลับไปอยู่ต่างจังหวัดนั้น เธอต้องเผชิญปัญหาภายในครอบครัวมาโดยตลอด กระทั่งลูกชายอายุ 6 ปี จึงตัดสินใจจ้างทนายความดำเนินการฟ้องหย่า โดยศาลมีคำสั่งให้เธอเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรเพียงผู้เดียว หลังจากนั้นจึงพาลูกย้ายไปใช้ชีวิตที่เมืองโอ๊คแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์ และอาศัยอยู่ที่นั่นมาจนถึงปัจจุบัน ทั้งนี้ เธอสอนลูกอยู่เสมอให้มีความกตัญญูต่อบิดา จนกระทั่งปี 2559 ลูกชายซึ่งขณะนั้นมีอายุ 40 ปี เดินทางกลับประเทศไทยด้วยความหวังว่าจะได้พบหน้าพ่อเป็นครั้งแรก
อย่างไรก็ตาม อดีตภรรยาระบุว่า นายโยธินกลับบ่ายเบี่ยงไม่ยอมพบลูกชาย และเมื่อลูกโทรศัพท์ไปขอให้รออยู่ที่โรงแรม กลับถูกนายโยธินต่อว่าด้วยถ้อยคำหยาบคาย ทำให้ลูกชายเสียใจอย่างมากและตัดสินใจไม่ติดต่อกับพ่ออีกเลย ท้ายที่สุด น.ส.จูดี้จึงขอให้ผู้ที่เกี่ยวข้องติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมกับเธอโดยตรง พร้อมขออย่าดึงลูกชายเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้อีก เนื่องจากลูกมีหน้าที่การงานที่ดีและไม่ควรได้รับผลกระทบจากการออกสื่อของนายโยธิน
ด้าน น.ส.จารุทรรศน์ ลูกสาวคนโตของลุงโยธิน ซึ่งเกิดจากภรรยาคนแรก ได้นำเอกสารบันทึกข้อตกลงการหย่าร้างระหว่างบิดาและมารดามาแสดงเป็นหลักฐาน โดยมีข้อความสำคัญในข้อ 5 ระบุว่า เรื่องอื่น ๆ ฝ่ายชายขอรับรองว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับบุตรทั้ง 2 คน และจะไม่อ้างสิทธิ์ใด ๆ ทั้งสิ้นในการเป็นบิดา เพื่ออนาคตของลูกทั้ง 2 คน

นอกจากนี้ น.ส.จารุทรรศน์ยังส่งหลักฐานภาพถ่ายหน้าจอข้อความสนทนาที่บิดาส่งข้อความด่าทอน้องสาว และต้องการขอความเห็นใจให้แก่มารดาที่ต้องรับภาระเลี้ยงดูบุตรเพียงลำพัง พร้อมเรียกร้องให้สังคมเปิดใจรับฟังข้อเท็จจริงจากทุกฝ่ายอย่างรอบด้าน ก่อนตัดสินหรือกล่าวโทษบุคคลใด เพื่อไม่ให้ครอบครัวต้องได้รับผลกระทบจากกระแสสังคมมากไปกว่านี้