เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2569 ที่ผ่านมา ทางราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่พระราชกฤษฎีกากำหนดระยะเวลาเริ่มดำเนินการจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง พ.ศ. 2569 ซึ่งพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศใช้ โดยกำหนดให้เริ่มจัดเก็บเงินสะสมจากลูกจ้างและเงินสมทบจากนายจ้างตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2570 เป็นต้นไป เพื่อบรรเทาภาระทางการเงินของนายจ้างและลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย
พระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าวมีขึ้นเนื่องจากเห็นสมควรปรับปรุงระยะเวลาเริ่มดำเนินการจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 175 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และมาตรา 163 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ทั้งนี้ มาตรา 1 กำหนดชื่อพระราชกฤษฎีกาว่า พระราชกฤษฎีกากำหนดระยะเวลาเริ่มดำเนินการจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง พ.ศ. 2569 ส่วนมาตรา 2 ระบุให้พระราชกฤษฎีกามีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป และมาตรา 3 ให้ยกเลิกพระราชกฤษฎีกากำหนดระยะเวลาเริ่มดำเนินการจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง พ.ศ. 2568
สำหรับมาตรา 4 กำหนดให้เริ่มดำเนินการจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2570 เป็นต้นไป ขณะที่มาตรา 5 ระบุให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานเป็นผู้รักษาการตามพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ โดยเหตุผลสำคัญของการเลื่อนกำหนดเวลาดังกล่าวมาจากพระราชกฤษฎีกาฉบับก่อนหน้า ซึ่งกำหนดให้เริ่มจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 แต่สถานการณ์อุทกภัยได้สร้างความเดือดร้อนให้แก่สถานประกอบกิจการและลูกจ้างในพื้นที่ประสบภัย นายจ้างบางรายจำเป็นต้องหยุดหรือชะลอการดำเนินกิจการ ส่งผลให้มีรายได้ลดลง ขณะที่ลูกจ้างบางส่วนขาดรายได้ หรือต้องนำเงินไปซ่อมแซมที่อยู่อาศัยและใช้จ่ายในการดำรงชีพระหว่างฟื้นฟูหลังน้ำท่วม
ทั้งนี้ การเริ่มจัดเก็บเงินสะสมจากลูกจ้างและเงินสมทบจากนายจ้างในช่วงเวลาดังกล่าวอาจเพิ่มภาระทางการเงินให้แก่ทั้งสองฝ่าย รวมถึงส่งผลกระทบต่อความสามารถของสถานประกอบกิจการในการรักษาการจ้างงาน รัฐบาลจึงเห็นสมควรเลื่อนระยะเวลาการจัดเก็บออกไป เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและลดภาระทางการเงินของนายจ้างและลูกจ้าง ตลอดจนช่วยให้การเริ่มจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ จึงมีการตราพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ขึ้นใช้บังคับ


