เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2569 เวลา 14.14 น. ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) นางอำนวยพร มณีวรรณ์ หรือ ทนายกุ้ง พร้อมด้วย น.ส.บุญยนุช แสงศรี หรือ ออยศรี เจ้าของเพจเฟซบุ๊ก ออยศรีและผองเผือก และผู้บริหารบริษัทที่ปรึกษากฎหมาย ออยศรีและผองเผือก จำกัด เดินทางเข้ายื่นหนังสือคัดค้านการประกันตัว น.ส.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี หรือ บุ๋ม ปนัดดา และนายอธิป อนันทวรรณ หรือ ก๊อต โดยทนายกุ้งได้รับมอบอำนาจจากช่างเอ๋ให้ยื่นคัดค้านการประกันตัวทั้งสองสามีภรรยา ขณะที่ออยศรียื่นคัดค้านการประกันตัวเฉพาะบุ๋ม ปนัดดา

ทนายกุ้งเปิดเผยว่า การเดินทางมายื่นคัดค้านประกันตัวครั้งนี้ได้รับมอบอำนาจจากช่างเอ๋ สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายนที่ผ่านมา บุ๋มได้เข้าแจ้งความช่างเอ๋และก๊อตในข้อหาร่วมกันฉ้อโกง ก่อนหน้านี้ช่างเอ๋ได้เข้ามาให้ข้อมูลกับตำรวจในคดีฟอกเงินและคดีฉ้อโกงประชาชน จึงเกิดความกังวลว่าหากบุ๋มและก๊อตได้รับการประกันตัว อาจเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับพยานหลักฐานหรือข่มขู่พยานที่เกี่ยวข้องกับคดีได้

นอกจากนี้ ช่างเอ๋ยังรู้สึกหวาดกลัวและกังวลว่าจะได้รับผลกระทบ เนื่องจากเคยเป็นเพื่อนและคนคุ้นเคยกับบุ๋มและก๊อตมาก่อน อีกทั้งยังเป็นหนึ่งในบุคคลที่นำพยานหลักฐานไปมอบให้ตำรวจตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นคดี จึงเกรงว่าอีกฝ่ายอาจเกิดความโกรธแค้นจากการที่ตนเข้ามาให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ และอาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของตนเองและครอบครัวในอนาคต

อย่างไรก็ตาม ทนายกุ้งยืนยันว่า จนถึงขณะนี้ช่างเอ๋ยังไม่เคยถูกข่มขู่โดยตรง แต่มีความกังวลและระมัดระวังตัวมากขึ้นจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นและความสัมพันธ์เดิมที่เคยมีต่อกัน การยื่นคัดค้านประกันตัวจึงเป็นการป้องกันไว้ก่อน เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ที่อาจกระทบต่อพยานหรือพยานหลักฐานในภายหลัง

ส่วนกรณีที่ช่างเอ๋ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีฟอกเงินและฉ้อโกงประชาชน ทนายกุ้งระบุว่า ช่างเอ๋ได้นำส่งพยานหลักฐานให้ตำรวจไปหมดแล้ว ทั้งข้อความสนทนาทางไลน์ หลักฐานการโอนเงินเข้าและโอนเงินออก รวมถึงข้อมูลธุรกรรมทางการเงินที่สามารถตรวจสอบที่มาที่ไปได้ โดยช่างเอ๋เข้าใจว่าเงินที่ได้รับเป็นเงินจากการรับเหมางานก่อสร้างตามปกติ ส่วนการโอนเงินออกก็มีเหตุผลและหลักฐานการสนทนาประกอบว่าเป็นการดำเนินการด้วยเหตุใด

ทนายกุ้งกล่าวต่อว่า มั่นใจว่าช่างเอ๋ไม่มีส่วนได้เสียหรือได้รับประโยชน์จากเงินที่เกี่ยวข้อง และเห็นว่าช่างเอ๋ควรอยู่ในสถานะพยาน อย่างไรก็ตาม หากตำรวจจะพิจารณาเปลี่ยนสถานะจากพยานเป็นผู้ต้องหา ก็ขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานและการพิจารณาของพนักงานสอบสวน พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า หากช่างเอ๋ถูกดำเนินคดีจากลักษณะการรับโอนเงินแล้วนำเงินสดออกไปหรือโอนต่อ ก็อาจมีบุคคลอื่นอีกหลายรายที่ทำธุรกรรมในลักษณะเดียวกัน ซึ่งต้องพิจารณาข้อเท็จจริงเป็นรายบุคคล

สำหรับกรณีที่บุ๋มเข้าแจ้งความช่างเอ๋ในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงกับก๊อตนั้น ทนายกุ้งกล่าวว่า ยังต้องรอดูว่าพนักงานสอบสวนจะดำเนินการอย่างไร เนื่องจากวันที่บุ๋มเดินทางไปแจ้งความเป็นการลงบันทึกและแจ้งความไว้ก่อน ส่วนรายละเอียดและพยานหลักฐานต่าง ๆ ยังต้องเข้าสู่กระบวนการสอบสวน เพื่อพิสูจน์ว่าช่างเอ๋มีส่วนร่วมในการกระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหาอย่างไร

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเกี่ยวกับสถานะการดำรงตำแหน่งของบุ๋มในฐานะประธานมูลนิธิ โดยทนายกุ้งระบุว่า มองว่าบุ๋มได้ยุติบทบาทไปตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคมที่ผ่านมา จึงต้องพิจารณาว่าการเข้าแจ้งความในฐานะประธานมูลนิธิสามารถดำเนินการได้หรือไม่ ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องให้พนักงานสอบสวนตรวจสอบต่อไป

ส่วนกรณีที่มีการพูดถึงหมายจับเพิ่มเติมและอาจมีชื่อช่างเอ๋เข้าไปเกี่ยวข้องด้วยนั้น ทนายกุ้งยอมรับว่าช่างเอ๋มีความกังวล แต่ไม่ได้กังวลเฉพาะคดีนี้ เนื่องจากยังมีอีกคดีหนึ่งเกี่ยวกับการบุกรุกพื้นที่ป่า ซึ่งสืบเนื่องจากกรณีที่มีการว่าจ้างช่างเอ๋ให้นำรถแบ็กโฮเข้าไปดำเนินการในพื้นที่ โดยช่างเอ๋ได้เดินทางเข้ามอบตัวในคดีดังกล่าวแล้ว

ด้านออยศรีเปิดเผยว่า ก่อนวันที่ตนจะเดินทางเข้าแจ้งความ เคยมีบุคคลติดต่อมาหาเพื่อขอเจรจาและขอให้ชะลอการแจ้งความดำเนินคดี แต่ตนปฏิเสธที่จะพูดคุยหรือเจรจา และเลือกเดินหน้าตามกระบวนการกฎหมาย โดยช่วงเวลาดังกล่าวมีทนายกุ้งอยู่ในเหตุการณ์ด้วย ทั้งนี้ ไม่ขอเปิดเผยว่าบุคคลใดเป็นผู้ติดต่อมา แต่ยืนยันว่าบุ๋มเป็นผู้ให้บุคคลดังกล่าวติดต่อมา พร้อมระบุว่าไม่ได้ต้องการกล่าวหาว่าผู้ที่เข้ามาติดต่อมีเจตนาไม่ดี เพราะเชื่อว่าอาจมีความตั้งใจดีต่อทั้งสองฝ่าย เพียงแต่ตนตัดสินใจเดินหน้าดำเนินคดีต่อไป

ออยศรียังกล่าวถึงเหตุผลในการยื่นคัดค้านประกันตัวว่า มองว่าบุ๋มเป็นบุคคลที่รู้จักผู้ใหญ่และบุคคลสำคัญจำนวนมาก แม้จะไม่สามารถระบุได้ว่าจะมีการใช้วิธีการใดกับตนหรือไม่ แต่เห็นว่าการป้องกันไว้ก่อนย่อมดีกว่า อีกทั้งมองว่าบุ๋มอาจมีโอกาสได้รับการประกันตัว เนื่องจากที่ผ่านมาเป็นบุคคลที่มีภาพลักษณ์ในการทำงานช่วยเหลือสังคมมาโดยตลอด จึงต้องการทำหน้าที่ในฐานะผู้เสียหายให้ดีที่สุด ไม่ว่าผลการพิจารณาคัดค้านประกันตัวจะออกมาเป็นอย่างไร

เมื่อถูกถามถึงความกังวลเรื่องความปลอดภัย ออยศรีกล่าวว่า ไม่ได้ต้องการกล่าวหาว่ามีการข่มขู่ แต่ยอมรับว่ามีบุคคลติดต่อเข้ามาเพื่อขอเจรจาและขอให้ชะลอการแจ้งความ ซึ่งตนเลือกปฏิเสธ โดยไม่ขอเปิดเผยรายละเอียดหรือชื่อบุคคลที่เกี่ยวข้อง พร้อมย้ำว่าการเดินหน้าดำเนินคดีครั้งนี้เป็นการตัดสินใจของตนเอง เพราะเชื่อว่าสิ่งที่ทำจะเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม

ออยศรีย้ำว่า ในฐานะผู้เสียหาย ตนดำเนินคดีกับมูลนิธิองค์กรทำดีและคณะกรรมการมูลนิธิ ส่วนประเด็นเส้นทางการเงินที่เชื่อมโยงไปถึงก๊อตนั้น เห็นว่าเป็นเรื่องที่บุ๋มและมูลนิธิต้องชี้แจงและรับผิดชอบตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏ

เมื่อถามถึงผลกระทบต่อชีวิตหลังออกมาเปิดเผยเรื่องดังกล่าว ออยศรียอมรับว่าชีวิตเปลี่ยนไป โดยเฉพาะการถูกวิพากษ์วิจารณ์และต่อว่าผ่านสื่อสังคมออนไลน์ตลอดทั้งวันทั้งคืน หลังจากบุ๋มออกมาร้องไห้และเอ่ยชื่อตน ทำให้มีผู้เข้ามาต่อว่าเป็นจำนวนมากอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลาประมาณ 1 สัปดาห์ แต่ยืนยันว่าเรื่องดังกล่าวไม่ทำให้ตนเปลี่ยนใจหรือหยุดดำเนินคดี เพราะหากวันนั้นตนยอมถอย สังคมคงไม่รู้ความจริงในวันนี้

ออยศรีกล่าวทิ้งท้ายว่า อยากฝากถึงทุกคนที่อาจต้องเผชิญกับการต่อสู้หรือข้อพิพาทในอนาคตว่า การใช้น้ำตาเพื่อทำให้คนอื่นหยุดดำเนินการอาจไม่ได้ผลเสมอไป พร้อมกล่าวว่า บางครั้งน้ำตาก็ไม่ได้ช่วยได้ ถ้าคุณใช้กับผิดคน