ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดปฏิบัติการ “สุครีพหักคอฯ” กวาดล้างเครือข่ายอาชญากรรมไซเบอร์ข้ามชาติ หลังประสานความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สปป.ลาว ขยายผลจับกุมแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ตั้งฐานปฏิบัติการในเมืองต้นผึ้ง แขวงบ่อแก้ว พบพฤติการณ์แบ่งหน้าที่เป็นขบวนการ ทั้งกลุ่มนายทุน กลุ่มแอบอ้างเป็นพนักงาน AIS และกลุ่มปลอมตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองภูเก็ต ล่าสุดสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 17 ราย พร้อมตรวจยึดของกลางและพยานหลักฐานสำคัญจำนวนหนึ่ง

ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.อ.อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ รอง ผบ.ตร. และ ผอ.ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ โดยมอบหมายให้กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) กองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ นำโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.4 บก.ปคม. ดำเนินการสืบสวนสอบสวนและขยายผลจากข้อมูลที่ได้รับการประสานจากเจ้าหน้าที่ตำรวจลาว

จุดเริ่มต้นของคดีเกิดขึ้นเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจลาวเข้าตรวจค้นและจับกุมกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้องกับแก๊งสแกมเมอร์ในเมืองต้นผึ้ง แขวงบ่อแก้ว เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2569 ก่อนดำเนินการผลักดันกลุ่มบุคคลดังกล่าวกลับประเทศไทยเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 ประกอบด้วยคนไทย 23 ราย และบุคคลไม่มีสัญชาติไทยอีก 1 ราย รวม 24 ราย พร้อมส่งมอบของกลางและพยานหลักฐานให้เจ้าหน้าที่ตำรวจไทยดำเนินการตามกฎหมาย

ภายหลังการรับตัว เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการคัดกรองบุคคลทั้งหมด พบว่าไม่มีผู้ใดเข้าข่ายเป็นผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ แต่มีพฤติการณ์น่าสงสัยว่าอาจเป็นผู้มีส่วนร่วมในขบวนการแก๊งสแกมเมอร์ข้ามชาติ จึงได้ตรวจสอบข้อมูลจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ตรวจยึดมาอย่างละเอียด กระทั่งพบหลักฐานสำคัญ ทั้งบทสนทนาผ่านแอปพลิเคชัน LINE และ WhatsApp กลุ่มแชทสำหรับสั่งการ สคริปต์บทพูดภาษาไทยที่ใช้หลอกลวงโดยแอบอ้างเป็นพนักงานบริษัท AIS รายชื่อและหมายเลขโทรศัพท์ของเหยื่อคนไทย รวมถึงภาพเอกสารที่อ้างหน่วยงานศาลและสำนักงานอัยการสูงสุด

จากการสืบสวนพบว่า ระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงวันที่ 17 มิถุนายน 2569 กลุ่มผู้ต้องหาได้ร่วมกันจัดตั้งเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยแบ่งหน้าที่กันอย่างเป็นระบบ มีทั้งกลุ่มนายทุนและผู้สั่งการ ทำหน้าที่จัดหาสถานที่ อุปกรณ์ บุคลากร และเงินทุนสำหรับดำเนินกิจกรรมของเครือข่าย ขณะที่กลุ่มพนักงานสาย 1 จะโทรศัพท์แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่บริษัท AIS หลอกผู้เสียหายว่าหมายเลขโทรศัพท์ของตนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด ก่อนส่งต่อข้อมูลให้กลุ่มสาย 2 ซึ่งแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองภูเก็ต เพื่อสร้างความหวาดกลัวและกล่าวหาว่าผู้เสียหายมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีอาชญากรรมและการฟอกเงิน

กลุ่มผู้ต้องหาจะใช้วิธีวิดีโอคอลผ่านแอปพลิเคชัน LINE โดยแต่งกายคล้ายเครื่องแบบตำรวจ แอบอ้างเป็นนายตำรวจชั้นสัญญาบัตร พร้อมสอบถามข้อมูลรายได้และข้อมูลส่วนตัวของเหยื่อ ก่อนส่งภาพสมุดบัญชีธนาคารปลอม รวมถึงหมายคำสั่งศาลจังหวัดภูเก็ตปลอม เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและกดดันให้ผู้เสียหายโอนเงินไปยังบัญชีธนาคารที่กลุ่มผู้ต้องหาเตรียมไว้ โดยอ้างว่าเป็นการตรวจสอบความบริสุทธิ์หรือป้องกันการถูกอายัดบัญชี

จากการตรวจสอบพบว่า ขบวนการดังกล่าวได้ลงมือติดต่อหลอกลวงเหยื่อคนไทยแล้วอย่างน้อย 3 ราย อย่างไรก็ตาม ผู้เสียหายทั้งหมดยังไม่หลงเชื่อและไม่ได้โอนเงินให้กับกลุ่มมิจฉาชีพแต่อย่างใด

ต่อมาพนักงานสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานเพื่อขออนุมัติออกหมายจับผู้เกี่ยวข้องในเครือข่ายรวม 32 ราย ก่อนวางแผนปฏิบัติการติดตามจับกุม สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 17 ราย พร้อมรับมอบของกลางจากเจ้าหน้าที่ทางการลาว ประกอบด้วย เสื้อกากีลักษณะคล้ายเครื่องแบบตำรวจ 4 ตัว คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ 1 เครื่อง ไอแพด 5 เครื่อง โทรศัพท์มือถือ 5 เครื่อง และกระดาษจดบันทึกสคริปต์บทสนทนาที่ใช้ในการหลอกลวง

เบื้องต้นผู้ต้องหาถูกดำเนินคดีในข้อหา “ร่วมกันพยายามฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น ร่วมกันปลอมและใช้เอกสารราชการปลอม ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอม หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน และมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ” ก่อนนำตัวส่งพนักงานสอบสวน กก.4 บก.ปคม. ดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมเดินหน้าสืบสวนขยายผลติดตามผู้ร่วมขบวนการที่เหลือมาดำเนินคดีให้ครบทั้งเครือข่าย

ทั้งนี้ ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) และกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ฝากเตือนประชาชนให้ระมัดระวังกลโกงของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยเฉพาะการแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่บริษัทโทรศัพท์มือถือ ตำรวจ หรือหน่วยงานราชการ เพื่อกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีอาชญากรรม ก่อนส่งเอกสารปลอมและกดดันให้โอนเงินไปตรวจสอบ ยืนยันว่าไม่ควรหลงเชื่อหรือดำเนินการตามคำสั่งของบุคคลที่ติดต่อมาโดยไม่ตรวจสอบข้อเท็จจริงกับหน่วยงานต้นสังกัดโดยตรง

นอกจากนี้ ยังเตือนผู้ที่สนใจเดินทางไปทำงานในประเทศเพื่อนบ้านผ่านช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ ให้ตรวจสอบนายจ้างและลักษณะงานอย่างรอบคอบ เพราะอาจถูกหลอกไปทำงานในขบวนการคอลเซ็นเตอร์หรือองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งนอกจากเสี่ยงตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์แล้ว ยังอาจถูกดำเนินคดีตามกฎหมายไทย โดยมีโทษจำคุกสูงสุดถึง 15 ปี