เนื่องจากรณีตรวจสอบบัญชีเงินบริจาคมูลนิธิองค์กรทำดี มีการยื่นตรวจสอบเส้นทางการเงินบริจาค (รวมถึงประเด็นยอดเงินโอนไปยังผู้รับเหมาก่อสร้างและกระแสข่าวต่างๆ) โดยมีผู้ร้องเรียนเข้ายื่นหลักฐานให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบ ขณะที่ กรมการปกครอง ออกมาชี้แจงว่าอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริงตามหลักฐานและความโปร่งใส ตอนนี้ก็ยังคงเป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจอย่างมาก

โดยล่าสุด รศ.ดร.อัจฉรา ชลายนนาวิน คณบดีคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ชี้ว่ากฎหมายไทยในการกำกับดูแลมูลนิธิยังมีช่องว่างสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ การเปิดเผยข้อมูลการเงิน การตรวจสอบความสัมพันธ์ของกรรมการ และกลไกตรวจสอบการใช้เงิน

ช่องว่างทางกฎหมายที่สำคัญ การเปิดเผยข้อมูลการเงินไม่โปร่งใสเท่าที่ควร ซึ่งปัจจุบันกฎหมายกำหนดให้มูลนิธิจัดทำงบดุลประจำปีและยื่นต่อนายทะเบียน (กรมการปกครอง) ภายใน 120 วันหลังสิ้นปีปฏิทิน แต่ไม่มีระบบเปิดเผยข้อมูลรายรับ-รายจ่ายให้ประชาชนทั่วไปตรวจสอบผ่านระบบออนไลน์ได้อย่างง่ายดาย ต่างจากสหรัฐอเมริกา (ที่มีแบบฟอร์ม IRS 990 ให้ค้นหาได้) หรือสหราชอาณาจักรที่มีฐานข้อมูลออนไลน์แสดงรายชื่อกรรมการและงบการเงิน

ชี้ว่า กฎหมายยังขาดกลไกสกัดกั้นผลประโยชน์ทับซ้อน และความสัมพันธ์ส่วนตัวของกลุ่มกรรมการหรือเครือญาติที่อาจอนุมัติการโอนเงินหรือทำธุรกรรมกันเอง

รศ.ดร.อัจฉรา ชลายนนาวิน ได้แนะนำแนวทางการแก้ไขไว้ว่า เสนอให้รัฐสร้างระบบเปิดเผยข้อมูลมูลนิธิในรูปแบบ Open Data ให้ประชาชนได้ค้นหาและตรวจสอบได้ด้วยตนเองเช่นเดียวกับการเงินของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ อีกทั้งยังต้องงดึงตัวแทนภาคส่วนต่างๆ เข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและที่มาของเงินบริจาค และแนะนำอีกว่า แนะนำให้ตรวจสอบองค์กรที่อยู่ในระบบบริจาคอิเล็กทรอนิกส์ (e-Donation) ของกรมสรรพากร เนื่องจากสะท้อนถึงการทำบัญชีและการยื่นภาษีที่โปร่งใสกว่า

เรียบเรียงโดย มุมข่าว