วันที่ 6 พฤศจิกายน 2569 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร นายราเชน ตระกูลเวียง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) แบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคทางเลือกใหม่ และรองประธานคณะกรรมาธิการการทหาร สภาผู้แทนราษฎร ได้ตั้งกระทู้ถามรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ถึงความคืบหน้าการผลักดันร่างพระราชบัญญัติสงเคราะห์ทหารผ่านศึก หรือกฎหมายจ่ายเงินผดุงเกียรติทหารผ่านศึก เดือนละ 3,000 บาท หลังพบว่าที่ผ่านมาร่างกฎหมายดังกล่าวยังไม่สามารถเดินหน้าจนมีผลบังคับใช้ได้

นายราเชน ระบุว่า จากการลงพื้นที่รับฟังปัญหาของทหารผ่านศึกทั่วประเทศ พบว่าหลายคนกำลังเผชิญกับภาระค่าครองชีพและราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ทั้งที่เคยเสียสละปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติ แต่เมื่อมีความพยายามเสนอร่างกฎหมายเข้าสู่การพิจารณาหลายครั้ง กลับเกิดเหตุการณ์ยุบสภาก่อน ทำให้ร่างกฎหมายไม่สามารถผ่านกระบวนการจนมีผลบังคับใช้ได้ จึงเกิดคำถามถึงเกียรติยศและศักดิ์ศรีของทหารผ่านศึก พร้อมกล่าวว่า ขออย่าให้เกิดภาพสะท้อนตามสุภาษิตที่ว่า เสร็จนาฆ่าโคถึก เสร็จศึกฆ่าขุนทัพ

นายราเชน กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันทหารผ่านศึกที่ถือบัตรตั้งแต่ชั้นที่ 1 ถึงชั้นที่ 4 ทั่วประเทศ มีจำนวนรวมกว่า 600,000 นาย ส่วนนโยบายเงินผดุงเกียรติเดือนละ 3,000 บาท เป็นนโยบายที่พรรคทางเลือกใหม่เคยประกาศไว้ในช่วงหาเสียง แม้ตนจะมีเสียงในสภาเพียง 1 เสียง แต่ก็ต้องการทำหน้าที่ทวงถามถึงศักดิ์ศรีของทหารผ่านศึก จึงสอบถามรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมว่า ได้ติดตามความคืบหน้าของร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าวหรือไม่ จะมีแนวทางดำเนินการอย่างไร หากยังไม่สามารถผลักดันได้ มีอุปสรรคติดขัดในเรื่องใด และคาดว่าจะดำเนินการได้เมื่อใด

พร้อมยกตัวอย่างการคำนวณงบประมาณว่า จากงบประมาณแผ่นดินกว่า 3 ล้านล้านบาท หากต้องจ่ายเงินผดุงเกียรติเดือนละประมาณ 2,000 กว่าล้านบาท หรือปีละกว่า 20,000 ล้านบาท จะคิดเป็นสัดส่วนไม่ถึง 1% ของงบประมาณทั้งหมด จึงอยากให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมผลักดันเรื่องนี้ให้สำเร็จในช่วงที่ดำรงตำแหน่ง โดยกล่าวว่า คำนวณคร่าว ๆ งบประมาณประเทศกว่า 3 ล้านล้านบาท หากใช้เดือนละประมาณ 2,000 กว่าล้านบาท ตกปีละ 20,000 กว่าล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนไม่ถึง 1% ของงบประมาณแผ่นดิน จึงอยากให้ท่านสร้างตำนานในตำแหน่งนี้ ให้เรื่องนี้จบลงในรุ่นของท่าน เพราะไม่มีใครเข้าใจทหารผ่านศึกดีกว่าทหารผ่านศึกด้วยกัน

ด้าน พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ชี้แจงว่า ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวเคยมีการเสนอมาแล้ว 4 ครั้ง ผ่านองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก (อผศ.) แต่ประธานสภาผู้แทนราษฎรในขณะนั้นวินิจฉัยว่าไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ จึงทำให้ร่างกฎหมายตกไป

สำหรับร่างฉบับล่าสุดเป็นร่างที่ภาคประชาชนร่วมลงชื่อเสนอจำนวน 13,777 คน ปัจจุบันอยู่ระหว่างการยกร่างและดำเนินการ โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จภายใน 1-2 เดือน ก่อนนำไปประกบกับร่างกฎหมายฉบับอื่น และเปิดรับฟังความคิดเห็นตามขั้นตอน จากนั้นจะเสนอให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาให้คำรับรองในฐานะร่างกฎหมายเกี่ยวด้วยการเงิน

อย่างไรก็ตาม พล.ท.อดุลย์ ย้ำว่า ไม่ต้องการรับปากเพียงเพื่อให้ดูดี เนื่องจากโครงการนี้ต้องใช้งบประมาณผูกพันจำนวนมาก และอาจเป็นภาระทางการคลังของรัฐบาล หากผลักดันร่างกฎหมายโดยไม่ได้ผ่านการกลั่นกรองอย่างรอบคอบ อาจส่งผลให้เกิดปัญหาตามมาในภายหลัง จึงจำเป็นต้องหารือร่วมกับฝ่ายนิติบัญญัติเพื่อพิจารณารายละเอียดให้รอบด้าน เพื่อให้ทหารผ่านศึกได้รับความภาคภูมิใจจากการเสียสละเพื่อชาติบ้านเมืองอย่างแท้จริงและยั่งยืน