เรียกได้ว่ากำลังเป็นประเด็นร้อนในขณะนี้เลยก็ว่าได้ จากกรณี บุ๋ม ปนัดดา ประเด็นดราม่าเรื่องที่ดินของ ก๊อต อธิป สามี กว้านซื้อที่ดินบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติกว่า 100 ไร่ ในจังหวัดนครนายก โดย บุ๋มเล่าว่า บุ๋มไม่รู้จริงๆค่ะ บุ๋มไม่แม้แต่ที่จะไปสถานที่นั้น

ล่าสุด บุ๋ม ปนัดดา วงศ์ผู้ดี ได้ออกมาเปิดเผยถึงมรสุมชีวิตคู่ที่ถึงจุดแตกหัก เกิดจากการตรวจสอบตู้เซฟภายในบ้านแล้วพบว่า เงินสดจำนวน 7 ล้านบาทได้สูญหายไป ซึ่งเงินดังกล่าวเป็นเงินขวัญถุงที่แบรนด์สินค้า สบู่เบเนท ที่เธอเป็นพรีเซนเตอร์ มอบให้เป็นของขวัญในวันที่เธอคลอดลูกชายทั้งสองคน ได้แก่ น้องอเล็กซ์ และ น้องอาเธอร์ รวมถึงให้เผื่อไว้สำหรับ น้องอันดา ลูกสาวคนโตด้วย

เงิน 7 ล้านบาทในตู้เซฟมันหายไป มันเป็นเงินขวัญถุงที่ได้ตอนคลอดลูก เป็นเงินของลูก... พอถาม เขาบอกแค่ว่าใช้หมดแล้ว แต่ไม่ยอมบอกว่าเอาไปใช้อะไร ตอนนั้นรู้สึกแทบล้มทั้งยืน" บุ๋ม ปนัดดากล่าว

นอกจากเรื่องเงินขวัญถุงของลูกที่หายไปแล้ว บุ๋มยังเปิดเผยว่า ในช่วงหลังชีวิตคู่เริ่มมีแต่เรื่องเงินเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างน่าสงสัย โดยสามีเริ่มทำธุรกิจที่จังหวัดภูเก็ต จนกระทั่งมีกลุ่มเจ้าหนี้หลายรายติดต่อเข้ามาทวงเงินกับเธอโดยตรง ทั้งเรื่องค่าที่ดิน และค่าถมที่ดิน

วันที่ 28 ตุลาคม 2569 มีรายงานว่า “น้องอันดามัน” ลูกสาวของ “บุ๋ม ปนัดดา วงศ์ผู้ดี” ออกมาโพสต์ข้อความ โดยระบุว่า ปัจจุบันตนไม่ได้เรียนแพทย์แล้ว แต่กำลังศึกษาอยู่ที่คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ส่วนความสัมพันธ์กับพ่อแท้ ๆ ยังคงพูดคุยและติดต่อกันเป็นปกติ โดยในช่วงที่เกิดอุบัติเหตุรถชน พ่อก็เป็นห่วงตนมาก พร้อมยืนยันว่าพ่อกับแม่ไม่ได้เลิกรากันเพราะมีบ้านหลังที่สองอย่างที่บางคนแสดงความคิดเห็น และเตือนว่าหากพบคอมเมนต์ในลักษณะดังกล่าว ตนจะเก็บหลักฐานไว้

นอกจากนี้ น้องอันดามันยังกล่าวถึงบุคลิกของคุณแม่ว่า เป็นคนที่เมื่อรักใครแล้วก็จะรักมากและเชื่อใจอย่างเต็มที่ พร้อมแสดงความเห็นว่า บุคคลที่กล่าวถึงมีแนวคิดชายเป็นใหญ่และมีทัศนคติที่เข้าข่ายเกลียดชังผู้หญิง อีกทั้งยังระบุว่าคุณแม่เผชิญกับพฤติกรรม Gaslighting หรือการบิดเบือนความจริงจนทำให้อีกฝ่ายเกิดความสับสนและตั้งคำถามกับความคิดของตัวเอง ซึ่งส่งผลให้คุณแม่เปลี่ยนไปอย่างมากหลังจากคบหากัน

ด้วยเหตุผลด้านทัศนคติและความคิดที่ไม่ตรงกัน ทำให้น้องอันดามันไม่ค่อยได้พูดคุยกับบุคคลดังกล่าว อีกทั้งยังแยกกันอยู่ โดยปัจจุบันไม่ได้อาศัยอยู่กับคุณแม่ด้วย

ส่วนกรณีที่เกี่ยวข้องกับลูกของพี่เลี้ยงอายุ 17-18 ปี น้องอันดามันเผยว่า เพิ่งทราบเรื่องดังกล่าวเมื่อเดือนที่ผ่านมา โดยข้อมูลที่ทราบคือ มีการพูดถึงเรื่องนี้ในลักษณะโอ้อวดกับบุคคลรอบข้าง และก่อนที่ตนจะทันได้ดำเนินการใด ๆ เด็กคนดังกล่าวก็ถูกส่งตัวกลับประเทศลาวไปแล้ว

ใ้ห้หันมาใส่ใจดูแลลูกสาวแท้ ๆ ของตัวเอง ซึ่งปัจจุบันมีอายุเพียง 14 ปี โดยระบุว่า เด็กยังคงพยายามกดตัดบัตรของคุณแม่ แต่คุณแม่ได้ดำเนินการอายัดบัตรไปแล้ว พร้อมแสดงความไม่เห็นด้วยกับการมองว่าเด็กสามารถดูแลตัวเองได้เพียงลำพังเพราะโตแล้ว และไม่ควรผลักภาระให้มาอยู่กับแม่เลี้ยงหรือคุณแม่ของตน

บุคคลดังกล่าวควรพิจารณาให้ชัดเจนว่าใครจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาของเด็กต่อไป เพราะตนไม่ต้องการให้คุณแม่เป็นผู้จ่ายค่าเทอมให้อีก พร้อมย้ำว่าการศึกษาเป็นสิ่งสำคัญสำหรับเด็กทุกคน และยังกล่าวถึงกรณีที่มีการให้ลูกชายเข้าเรียนตั้งแต่อายุ 7 ขวบ โดยไม่ได้ผ่านการเตรียมอนุบาลมาก่อน

เรื่องราวดังกล่าวยังมีรายละเอียดอีกหลายประเด็น รวมถึงบุคคลที่เกี่ยวข้องและเหตุการณ์ต่าง ๆ อีกหลายกรณี อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่า มูลนิธิองค์กรทำดีไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าว โดยระบุว่าองค์กรดำเนินงานอย่างโปร่งใสและพร้อมให้ตรวจสอบได้เสมอ

กรณีเงินจำนวนหลักล้านบาทที่ระบุว่าถูกนำออกจากตู้เซฟของตน โดยเรียกร้องให้นำเงินมาคืน พร้อมตั้งคำถามถึงความเหมาะสม หากต้องให้คนอายุ 20 ปีเป็นฝ่ายติดตามทวงเงินจากผู้ใหญ่ที่มีอายุเกือบ 60 ปี เชิงประชดประชันว่า หากนำเงินส่วนดังกล่าวไป ก็อาจถือเป็นการชดเชยแทนกันได้