วันที่ 22 ตุลาคม 2569 มีรายงานว่า อาต๋อย ไตรภพ ลิมปพัทธ์ พิธีกรชื่อดัง ออกมาแถลงข่าวชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกระแสข่าวบริษัท บอร์น ออพเปอเรชั่น จำกัด เลิกกิจการ โดยระบุว่าสาเหตุของข่าวลือเกิดจากการประชุมภายในบริษัท ซึ่งมีการจัดทำร่างหนังสือเลิกจ้างพนักงาน ก่อนที่เอกสารจะหลุดไปถึงสื่อมวลชน พร้อมยืนยันว่าไม่ได้ปิดบริษัทหรือเลิกทำงานในวงการโทรทัศน์อย่างถาวร แต่เป็นการปรับโครงสร้างและเปลี่ยนรูปแบบการผลิตรายการให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน หลังจากปรับโครงสร้างมานาน 3-4 ปี และหารือกับช่อง 3 หลายครั้ง โดยทางช่องพยายามให้ตนทำงานต่อ แต่เมื่อชี้แจงเรื่องค่าใช้จ่ายกันแล้ว จึงแจ้งยุติการผลิตรายการ ครัวคุณต๋อย และทูเดย์โชว์ โดยให้มีผลสิ้นเดือนธันวาคม ซึ่งเป็นการแจ้งล่วงหน้าประมาณ 3 เดือน
อาต๋อยเปรียบสถานการณ์ที่เผชิญกับการเป็นกัปตันเรือที่ล่องอยู่กลางมหาสมุทรมานานกว่า 40 ปี แต่ต้องมาเจอกับคลื่นลมพายุที่รุนแรงที่สุดเท่าที่เคยประสบมา โดยมองเห็นทางเลือกเพียง 2 ทาง คือ สู้กับพายุต่อไปจนเรือและลูกเรืออาจจมไปด้วยกัน หรือพาเรือขึ้นฝั่งเพื่อรักษาชีวิตทุกคน ซึ่งทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่าควรนำเรือขึ้นฝั่ง เพราะไม่มีใครต้องการเสียชีวิตกลางทะเล ทั้งนี้ พนักงานส่วนใหญ่ทำงานกับบริษัทมาเป็นเวลานาน ไม่มีระบบเกษียณอายุ โดยพนักงานที่อายุน้อยที่สุดมีอายุ 51 ปี ขณะที่หลายคนมีอายุมากกว่า 60 ปี พร้อมย้ำว่าตนไม่ได้เลิกทำงาน เพียงแต่เปลี่ยนช่องทางการผลิตและเผยแพร่รายการ โดยบริษัทยังคงอยู่ และหากวันหนึ่งสถานการณ์ดีขึ้นก็พร้อมกลับมาทำงานโทรทัศน์อีกครั้ง ส่วนแนวทางต่อจากนี้จะมุ่งสู่แพลตฟอร์มออนไลน์ รวมถึงการพัฒนารายการใหม่อย่าง Kitchen ต๋อย
พิธีกรชื่อดังยืนยันเพิ่มเติมว่า บริษัทไม่ได้ขาดทุนและไม่ได้ปิดกิจการ แต่ต้องประเมินว่าหากยังดำเนินงานในรูปแบบเดิมต่อไปจะสามารถอยู่รอดได้หรือไม่ ส่วนกรณีพนักงานนั้น ไม่ใช่การเลิกจ้างเพราะปิดบริษัท แต่เป็นการให้พนักงานออกจากงานเพื่อให้ได้รับสิทธิประโยชน์ตามกฎหมายที่พึงได้รับ พร้อมกล่าวถึงเอกสารที่หลุดออกไปว่า ตนต่อสู้และพยายามแก้ปัญหามาหลายปี และย่อมทราบว่าข้อมูลหลุดมาจากใคร โดยขณะนี้แม้จะยุติการผลิตรายการทางโทรทัศน์ แต่ยังคงทำงานผ่านช่องทางออนไลน์ต่อไป เพราะต้องดูแลพนักงานที่ร่วมงานกันมาเป็นเวลานาน
เมื่อถามถึงค่าตัวพิธีกรหลังเปลี่ยนจากโทรทัศน์มาสู่ออนไลน์ อาต๋อยเปิดเผยว่า ตั้งแต่เริ่มทำบริษัทจนถึงปัจจุบัน ตนไม่เคยรับค่าตัว เพราะไม่ต้องการให้เงินส่วนนี้ไปเบียดบังผลประโยชน์ของผู้อื่น โดยหากคิดตามมูลค่าในช่วงที่รายการได้รับความนิยมสูง ค่าตัวของตนอาจอยู่ที่ตอนละ 300,000-400,000 บาท แต่สำหรับรายการครัวคุณต๋อยนั้น ตนไม่เคยรับค่าตัวแต่อย่างใด
ส่วนคำถามเกี่ยวกับสาเหตุที่คนทำงานโทรทัศน์หันไปผลิตเนื้อหาผ่านช่องทางออนไลน์ อาต๋อยชี้แจงว่า ตนไม่ได้หนีตายจากวงการโทรทัศน์ แต่เป็นการตัดสินใจจากการมองเห็นว่าควรเดินไปในทิศทางใด และอาจเป็นช่วงที่ตนมาถึงจุดอิ่มตัวแล้ว เมื่อถูกถามว่าโทรทัศน์กำลังจะตายหรือไม่ เจ้าตัวตั้งคำถามกลับว่าเรื่องนี้ควรเป็นผู้ที่ตอบ ระหว่างเจ้าของสถานี กสทช. หรือนายกรัฐมนตรี
อาต๋อยยังกล่าวถึงข้อจำกัดของสื่อโทรทัศน์ไทย โดยระบุว่ามีบางเรื่องที่เป็นขนบธรรมเนียมอันดีงามและควรสืบทอดต่อไป ขณะที่บางเรื่องก็มีความแตกต่างจากแนวทางของโลก แต่กลับนำข้อกำหนดจากภายนอกมาใช้กำหนดทิศทางของตนเอง ทั้งที่บางประเด็นควรปรับเปลี่ยนมานานแล้ว แต่ขนบธรรมเนียมและกรอบเดิมกลับทำให้ไม่สามารถก้าวออกมาได้ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าผู้ที่มีความรู้และประสบการณ์ในวงการโทรทัศน์อย่างแท้จริงควรมีบทบาทในการกำกับดูแลหรือกำหนดทิศทางของสื่อหรือไม่ อย่างไรก็ตาม เจ้าตัวระบุว่าตนไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะพูดเรื่องนี้ได้ทั้งหมด จึงต้องการฝากประเด็นให้สังคมตระหนักถึงปัญหาที่เกิดขึ้น
นอกจากนี้ อาต๋อยยังเปิดเผยถึงสิ่งที่เคยพูดถึงปัญหาของวงการสื่อว่า มีความอ่อนแออยู่ 3 ด้าน แม้จะมีผู้ไม่ต้องการให้พูดถึงเรื่องนี้ แต่ตนขออธิบาย ได้แก่ 1. สื่อออนแอร์ยังเข้มแข็งไม่เพียงพอ และขาดการชักจูงที่ถูกต้อง 2. รัฐอ่อนแอ และ 3. ประชาชนอ่อนแอ
ช่วงท้าย อาต๋อยกล่าวย้ำถึงแนวคิดที่ต้องการฝากไว้ว่า ความแตกต่างคืออนาคต ถ้าไม่รู้จักคำนี้คุณตายแน่ จำคำนี้ไว้นะครับ