ข่าวโซเชียล

ปอ ตนุภัทร ยกมือไหว้ขอโทษ น็อต-ชมพู่ แจงปมประท้วงแข่งโกคาร์ต

|
ปอ ตนุภัทร ยกมือไหว้ขอโทษ น็อต-ชมพู่ แจงปมประท้วงแข่งโกคาร์ต

เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2569 ปอ ตนุภัทร เลิศทวีวิทย์ ให้สัมภาษณ์ในรายการเรื่องเด่นเย็นนี้ ถึงกรณีดราม่าการแข่งขันรถโกคาร์ต TrueVisions Championship 2026 รุ่น Cadet B หลังมีการยื่นประท้วงผลการแข่งขันของน้องพายุ ซึ่งคว้าอันดับ 1 มาครอง พร้อมขอให้ตรวจสอบว่าเครื่องยนต์ที่ใช้แข่งขันเป็นไปตามกติกาหรือไม่ โดยปอได้ยกมือไหว้ขอโทษน็อต ชมพู่ และแฟนคลับทุกคน พร้อมเปิดใจถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และเรียกร้องให้มีการจัดการแข่งขันใหม่อีกครั้ง

ก่อนหน้านี้ ราชยานยนต์สมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (ร.ย.ส.ท.) ได้ออกแถลงการณ์ชี้แจงกรณีการแข่งขันรถคาร์ทรุ่น Cadet-B รายการ Super Kart Thailand Championship 2026 โดยระบุว่าเครื่องยนต์ของรถโกคาร์ตที่น้องพายุใช้แข่งขันไม่เป็นไปตามข้อกำหนดทางเทคนิค เนื่องจากการแข่งขันในรุ่นนี้ต้องใช้เครื่องยนต์ที่มีรูปแบบเหมือนกันทั้งหมด

ปอ ตนุภัทร กล่าวถึงความสามารถของน้องพายุว่า น้องเป็นเด็กที่ขับรถเก่งและมีเทคนิคการเลือกไลน์ที่ดี โดยหลายครั้งที่เห็นการขับของน้องพายุยังรู้สึกว่าทำได้ดีกว่าลูกชายของตนเอง ทั้งการเปิดไลน์และการแซง พร้อมยอมรับว่าเด็กในกลุ่มนี้มีอยู่ 2-3 คนที่เชื่อว่าจะเติบโตเป็นนักแข่งแถวหน้าของประเทศไทยในเจเนอเรชันแรก

ปอยังฝากคำขอโทษไปถึงครอบครัวของน้องพายุ โดยระบุว่า หากการสอบถามเกี่ยวกับกฎกติกาของตนทำให้ครอบครัวรู้สึกเสียใจ ก็ขอกราบขออภัยพี่น็อต พี่ชมพู่ และแฟนคลับทุกคน ที่ทำให้เกิดความรู้สึกไม่ดีจากเหตุการณ์ในวันนั้น

ส่วนเหตุผลที่ตัดสินใจเข้าไปตรวจสอบเรื่องดังกล่าว ปอชี้แจงว่า สิ่งที่คำนึงถึงคือความยุติธรรมและความเท่าเทียมของการแข่งขัน รวมถึงความรู้สึกของครอบครัวนักแข่งทุกคน โดยยืนยันว่าตนไม่ได้เป็นคนแรกที่ขึ้นไปประท้วง เพราะมีผู้เข้าไปประท้วงก่อนแล้วแต่ไม่เป็นผล ก่อนที่บุคคลดังกล่าวจะเดินมาเล่าเรื่องให้ฟัง ตนจึงขอดูรายละเอียดเพื่อยืนยันว่าข้อสงสัยนั้นเป็นจริงหรือไม่ และเมื่อได้ตรวจสอบก็รีบไปสอบถามผู้จัดการแข่งขันว่าเครื่องยนต์ลักษณะดังกล่าวสามารถใช้แข่งขันได้หรือไม่

ปอเล่าต่อว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อจิตใจของเด็ก ๆ ที่กำลังรอขึ้นโพเดียมรับรางวัล เพราะพิธีมอบรางวัลในวันนั้นต้องหยุดชะงัก ทั้งที่ตนเองก็ต้องการให้ลูกชายได้ขึ้นรับตำแหน่งอันดับ 2 และในวันนั้นก็พอใจกับผลการแข่งขันดังกล่าวแล้ว

ปอยังตั้งข้อสงสัยถึงทีม DT Motorsport โดยกล่าวถึงผู้ที่เปลี่ยนเครื่องยนต์ว่า ทีมทำรถแข่งมานานหลายปีแล้ว ไม่น่าจะไม่ทราบว่าการแข่งขันรุ่น Cadet-B ซึ่งมีเด็กอายุ 8-9 ปีเข้าร่วม ไม่อนุญาตให้ดัดแปลงเครื่องยนต์ พร้อมย้ำว่าประเด็นนี้เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องมีผู้รับผิดชอบ

ขณะเดียวกัน ปอยังกล่าวถึงผู้ตรวจสภาพรถว่า ควรตรวจสอบให้เห็นว่าเครื่องยนต์ของรถแต่ละคันมีความเหมือนกันหรือไม่ แม้ผู้ตรวจสภาพอาจไม่ได้ตรวจสอบอย่างละเอียดในครั้งแรก แต่หลังรถเข้าเส้นชัย รถทุกคันจะต้องถูกแยกไปตรวจสอบและไม่สามารถนำไปเปลี่ยนแปลงได้ โดยเฉพาะรถของน้องพายุที่อยู่ในกลุ่มท็อป ซึ่งควรได้รับการตรวจอย่างละเอียดถึงขั้นแยกเครื่องยนต์ออกเป็นชิ้นส่วน พร้อมตั้งคำถามว่า หากเครื่องยนต์ไม่เหมือนกับรถอีก 20 คัน จะผ่านการตรวจสอบไปได้อย่างไร และเครื่องยนต์ปี 2014 จะเหมือนกับเครื่องยนต์รุ่นใหม่ของปี 2026 ได้อย่างไร

ปอกล่าวเรียกร้องให้ทีมที่ดูแลรถออกมารับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยมองว่าไม่ว่าจะรู้หรือไม่รู้ สิ่งที่เกิดขึ้นก็ส่งผลกระทบต่อเด็ก พร้อมตั้งคำถามว่าทีมจะรับผิดชอบไหวหรือไม่ หากยังต้องการให้เกิดชัยชนะ ขณะเดียวกันยังตั้งข้อสงสัยไปถึงผู้จัดการแข่งขันที่จัดงานมานานกว่า 20 ปี รวมถึงผู้ตรวจสภาพจาก ร.ย.ส.ท. ซึ่งมีโลโก้ FIA หรือสมาพันธ์ยานยนต์นานาชาติ ว่าเหตุใดจึงไม่พบความผิดปกติของเครื่องยนต์ที่นำมาใช้แข่งขันในรุ่นเด็ก

สำหรับน้องพายุ ปอยืนยันว่าเด็กไม่มีทางเดินไปหยิบอะไหล่เครื่องยนต์แล้วนำมาประกอบรถเพื่อแข่งขันด้วยตัวเอง โดยเชื่อมั่น 100% ว่าน้องพายุไม่มีส่วนเกี่ยวข้องและไม่รู้เรื่อง รวมถึงเชื่อว่าพี่น็อต พี่ชมพู่ และครอบครัวก็ไม่มีทางรับรู้เรื่องดังกล่าวเช่นกัน

ปอยังเปิดใจถึงกระแสวิพากษ์วิจารณ์ที่เกิดขึ้นว่า เป็นเรื่องน่าเศร้าอย่างมาก และหลังจากทบทวนเรื่องราวทั้งหมดแล้ว ตนมองว่าตัวเองมีตำหนิจากกรณีคดีเรือเกิดอุบัติเหตุที่ผ่านมา ซึ่งไม่ได้อธิบายรายละเอียด เพราะเห็นว่าพูดไปก็ไม่เกิดผล ทำให้เมื่อวันนี้พูดอะไรออกไปก็กลายเป็นเรื่องผิดในสายตาคนอื่น อย่างไรก็ตาม ตนไม่ได้เป็นกังวลกับตัวเอง แต่รู้สึกกระทบใจเมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นกับลูกชายที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง พร้อมอยากให้ผู้ที่ติดตามเรื่องนี้ลองถามตัวเองว่ารู้สึกอย่างไรกับสิ่งที่เกิดขึ้น

เมื่อถูกถามว่าตนเองผิดตรงไหน ปอตอบว่า สิ่งที่แตกต่างคือเหตุการณ์เกิดขึ้นกับบุคคลที่เป็นซูเปอร์สตาร์ ขณะที่ตนเป็นเพียงพ่อค้า พร้อมกล่าวแสดงความเสียใจที่เห็นน้องพายุร้องไห้ และเปิดเผยว่าลูกชายของตนก็เสียใจที่ไม่ได้ขึ้นรับรางวัลเช่นกัน โดยลูกชายบอกว่าพ่อแม่รังแกฉัน เลี้ยงลูกแพ้ไม่เป็น ซึ่งปอยืนยันว่าตนสอนลูกอยู่เสมอว่าต้องรู้จักยอมรับความพ่ายแพ้ให้เป็น

ปอยังระบุว่า ขณะนี้ยังไม่ได้พูดคุยกับพี่น็อตและพี่ชมพู่ แต่ยืนยันว่าทั้งสองครอบครัวไม่ได้มีปัญหากัน เช่นเดียวกับครอบครัวนักแข่งรายอื่น ๆ ที่ไม่ได้มีปัญหากัน โดยการแข่งขันครั้งนี้ย่อมมีทั้งผู้ชนะและผู้แพ้

ท้ายที่สุด ปอเรียกร้องให้มีการจัดการแข่งขันใหม่โดยเร็วที่สุด เพื่อให้ลูกชายของตน น้องพายุ และนักแข่งทุกคนได้กลับมาประชันฝีมือกันอีกครั้ง ภายใต้กติกาเดียวกันและใช้เครื่องยนต์แบบเดียวกัน เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กทุกคนได้แสดงความสามารถอย่างเต็มที่

ABOUT THE AUTHOR

neen

ทีมข่าว Siam News