วันที่ 25 กันยายน 2569 จากกรณีคดี ป้าเดทตอล ซึ่งได้รับความสนใจอย่างมากในสังคม หลัง น.ส.อุษณี หรือ “ป้าแอน” อดีตแม่บ้าน ถูกกล่าวหาว่านำสารเคมีหรือน้ำยาฆ่าเชื้อผสมลงในขวดนม ก่อนนำไปให้เด็กวัย 2 ขวบดื่ม เหตุเกิดในช่วงปลายปี 2568
ความคืบหน้าก่อนหน้านี้ คุณหยก แม่ของเด็ก ได้ออกมาเปิดเผยเมื่อเดือนกรกฎาคม 2569 ว่า พนักงานอัยการมีความเห็นให้ตำรวจพิจารณาสำนวนคดีอีกครั้ง จากเดิมที่แจ้งข้อหา พยายามทำร้ายร่างกาย ก่อนปรับเป็นข้อหา “พยายามฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน” โดยศาลรับฟ้องคดีแล้ว และ น.ส.อุษณี ให้การรับสารภาพ
ล่าสุด เมื่อวันที่ 24 กันยายนที่ผ่านมา คุณหยก ได้ออกมาอัปเดตความคืบหน้าคดีผ่านโซเชียลมีเดีย ระบุว่า ศาลมีคำพิพากษาลงโทษจำเลยในข้อหาพยายามฆ่า จำคุก 12 ปี ก่อนจำเลยให้การรับสารภาพ ศาลจึงลดโทษกึ่งหนึ่ง เหลือจำคุก 6 ปี
คุณหยก ระบุว่า หลังจากจำเลยรับสารภาพแล้วและมีการนัดสืบพยาน ปรากฏว่าจำเลยมีความพยายามที่จะกลับคำให้การและต่อสู้คดี โดยจะอ้างว่าสามีเป็นผู้สั่งให้ทำ และตัวเองมีอาการทางจิต แต่สุดท้ายไม่ได้กลับคำให้การและยังคงรับสารภาพ
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่คุณหยกและครอบครัวยังคงติดใจ คือเรื่อง แรงจูงใจ ในการก่อเหตุ เนื่องจากตลอดกระบวนการสอบสวน จำเลยยังไม่เคยเปิดเผยเหตุผลที่ชัดเจน โดยคุณหยกระบุว่า คำให้การมีลักษณะพูดกลับไปกลับมา และไม่สามารถทราบแรงจูงใจที่แท้จริงจากปากของจำเลยได้
คุณหยก ระบุอีกว่า ในระหว่างกระบวนการสอบสวน จำเลยมีพฤติกรรมโวยวาย บ่น และใช้ถ้อยคำหยาบคาย อีกทั้งยังไม่เคยยอมรับว่าตัวเองกระทำผิด โดยปัจจุบันยังฝังใจว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับตัวเองเป็นผลจากการไปออกรายการ โหนกระแส
นอกจากนี้ คุณหยกยังเปิดเผยว่า หลังจากจำเลยถูกควบคุมตัวอยู่ในเรือนจำ มีรายงานว่ามีปัญหากับบุคคลอื่นภายในเรือนจำ จนไม่สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ โดยคุณหยกมองว่า อย่างน้อยการได้รับโทษตามคำพิพากษา ทำให้จำเลยถูกแยกออกจากสังคมและไม่สามารถไปก่อความเดือดร้อนให้ผู้อื่นได้ในช่วงเวลาหนึ่ง
สำหรับประเด็นแรงจูงใจ คุณหยกกล่าวเพิ่มเติมว่า หากให้เธอตั้งข้อสังเกตส่วนตัว เชื่อว่าอาจเกี่ยวข้องกับการลักทรัพย์ เนื่องจากมองว่าจำเลยต้องการเข้าไปขโมยทรัพย์สินภายในบ้าน และก่อนหน้านี้มีประวัติเกี่ยวข้องกับการลักทรัพย์ โดยพฤติกรรมที่พบมากคือการถ่ายภาพสิ่งของต่าง ๆ ภายในบ้าน
คุณหยก ระบุว่า ครอบครัวพยายามเก็บของมีค่าเอาไว้ทั้งหมด จึงอาจเป็นไปได้ว่าจำเลยไม่พบสิ่งของที่สามารถนำไปได้ และอาจคิดหาวิธีทำให้คนในบ้านออกไปจากบ้าน เพื่อให้สามารถค้นหาทรัพย์สินได้ง่ายขึ้น จึงเลือกใช้วิธีรุนแรง ด้วยการนำน้ำยาฆ่าเชื้อผสมลงในนมให้เด็กดื่ม โดยคุณหยกตั้งข้อสังเกตว่า อาจมีความตั้งใจให้คนในบ้านต้องออกไปโรงพยาบาลทั้งหมด
คุณหยกยังตั้งข้อสังเกตอีกว่า หลังจากจำเลยขับรถออกจากบ้านไปแล้ว หากมีเจตนาเพียงทำให้คนในบ้านออกจากบ้าน เหตุใดจึงยังรอและกลับเข้ามาในบ้านอีกครั้ง จึงทำให้เธอสงสัยว่าอาจมีเจตนาที่จะทำร้ายเด็กโดยเฉพาะ อย่างไรก็ตาม ประเด็นดังกล่าวยังเป็นเพียงข้อสันนิษฐานของคุณหยก และเจ้าตัวระบุว่าไม่เคยได้ยินเหตุผลดังกล่าวออกจากปากของจำเลยโดยตรง
ส่วนกรณีที่จำเลยเคยต้องการกลับคำให้การหลังขึ้นศาลและรับสารภาพ คุณหยกเปิดเผยว่า จำเลยเคยมีแนวคิดที่จะต่อสู้คดี โดยอ้างว่าไม่ได้เป็นผู้ลงมือเอง แต่สามีเป็นผู้สั่งให้ทำ รวมถึงอ้างว่าตัวเองมีอาการผิดปกติทางจิต แต่ท้ายที่สุดไม่ได้เลือกต่อสู้ด้วยแนวทางดังกล่าว
คุณหยก ยังกล่าวถึงสิ่งที่ทำให้รู้สึกว่าจำเลยอาจไม่ได้สำนึกผิด โดยอ้างคำพูดที่จำเลยเคยกล่าวว่า “เราซวยเองที่ไปเจอเขา” ซึ่งทำให้เธอรู้สึกติดใจต่อท่าทีดังกล่าว
ขณะเดียวกัน คุณหยกกล่าวถึงช่วงที่จำเลยได้รับการปล่อยตัวก่อนเข้าสู่กระบวนการคดีว่า มีการตรวจพบเนื้องอกขนาดใหญ่กว่า 25 เซนติเมตรบริเวณมดลูก โดยคุณหยกระบุว่า ก่อนหน้านี้ไม่เคยเชื่อเรื่องกฎแห่งกรรม แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้เริ่มรู้สึกว่าอาจเป็นเรื่องที่อธิบายได้ยาก อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับเธอในขณะนี้คือการที่คดีเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมและมีคำพิพากษาแล้ว
คุณหยก ยังกล่าวขอบคุณทุกคนที่ติดตามและให้กำลังใจครอบครัวมาตลอด 9 เดือน รวมถึงรายการ “โหนกระแส” พี่หนุ่ม กรรชัย และทีมงาน ตลอดจนสื่อมวลชนและผู้ที่ช่วยเผยแพร่เรื่องราว โดยมองว่าการนำเสนอข่าวและกระแสสังคมมีส่วนสำคัญที่ทำให้คดีเดินหน้าเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม
โดยคุณหยก ระบุว่า ในช่วงแรกที่เข้าแจ้งความ ครอบครัวรู้สึกว่าคดีไม่คืบหน้าและไม่ได้รับความสนใจมากนัก แต่หลังจากนำเรื่องไปออกรายการ โหนกระแส และมีการเผยแพร่ต่อในสื่อ ตำรวจได้เข้ามาดำเนินการและคดีเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม จนกระทั่งมีคำพิพากษาในที่สุด
ทั้งนี้ คุณหยกทิ้งท้ายว่า อยากให้เรื่องราวดังกล่าวเป็นอุทาหรณ์สำหรับทุกคนในการระมัดระวังและป้องกันไม่ให้เกิดเหตุในลักษณะเดียวกันขึ้นอีก พร้อมกล่าวติดตลกว่า หากใครเห็นใจจำเลยและต้องการรับตัวไปทำงานหลังพ้นโทษ ก็สามารถรับไปทำงานได้