จากกรณีข้อพิพาทที่ดินวัดป่าอดุลยาราม อ.เมือง จ.ขอนแก่น เนื้อที่ประมาณ 21 ไร่ ซึ่งทายาทของนายเฮียง อดีตเจ้าของที่ดิน ออกมาเรียกร้องสิทธิในที่ดินดังกล่าว โดยระบุว่าไม่เคยมีการโอนกรรมสิทธิ์ให้วัดอย่างถูกต้องตามกฎหมาย จนนำไปสู่การฟ้องร้องในชั้นศาล และล่าสุดเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์หลังมีกลุ่มบุคคลนำท่อปูนไปวางปิดทางเข้า-ออกวัดนั้น
ล่าสุด วันที่ 13 สิงหาคม 2569 นางบัวเรียน หรือ แม่ตุ๋ย บุตรสาวคนที่ 3 ของนายเฮียง และเป็นหนึ่งในผู้ยื่นฟ้องร้องคดีดังกล่าว เปิดเผยถึงที่มาของข้อพิพาทว่า เดิมที่ดินบริเวณดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์ของบิดา มีเนื้อที่รวมประมาณ 42 ไร่ โดยแบ่งบางส่วนให้มหาวิทยาลัยขอนแก่น ส่วนพื้นที่ที่เป็นข้อพิพาทในปัจจุบันมีประมาณ 21 ไร่เศษ
นางบัวเรียน ระบุว่า ในอดีตพื้นที่ดังกล่าวเป็นป่า มีแม่ชีและพระสงฆ์เข้ามาพำนักและปฏิบัติศาสนกิจ บิดาจึงเกิดความเลื่อมใสศรัทธาและมีความตั้งใจที่จะสนับสนุนการก่อสร้างวัด แต่ไม่ได้มีการยกกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่บุคคลใดโดยตรง
ต่อมาเมื่อบิดาสามารถดำเนินการออกโฉนดที่ดินได้สำเร็จ ได้นำโฉนดไปแสดงในงานบุญผ้าป่าเพื่อประกาศเจตนารมณ์ต่อชาวบ้านว่า ต้องการใช้พื้นที่ดังกล่าวในการจัดตั้งวัด แต่ไม่ได้มีการมอบโฉนดหรือโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ทางวัด อย่างไรก็ตาม ภายหลังกลับเกิดข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน จนยืดเยื้อมาถึงปัจจุบัน
นางบัวเรียนยอมรับว่า ตลอดหลายปีที่ผ่านมาได้พยายามต่อสู้คดี แต่ด้วยข้อจำกัดด้านกำลังทรัพย์และภาระค่าใช้จ่าย จึงตัดสินใจถอนตัวจากการดำเนินการ และมอบหมายให้นางสาวดา ซึ่งเป็นหลานสาวและมีความรู้ด้านอสังหาริมทรัพย์ เข้ามาดำเนินการเรื่องดังกล่าวแทน โดยได้รับความไว้วางใจจากสมาชิกในครอบครัว
ทั้งนี้ นางบัวเรียนยังมองว่า หลังจากนายเฮียงเสียชีวิต การดำเนินการจัดตั้งวัดในส่วนที่ยังไม่แล้วเสร็จควรถือเป็นประเด็นที่ต้องพิจารณาตามข้อกฎหมาย และเป็นหนึ่งในสาเหตุที่นำไปสู่ข้อพิพาทเรื่องกรรมสิทธิ์ในปัจจุบัน พร้อมยืนยันว่าที่ดินดังกล่าวยังคงมีชื่อนายเฮียงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ตามเอกสารสิทธิ
ขณะเดียวกัน น.ส.พร อายุ 63 ปี ชาวบ้านในพื้นที่ เปิดเผยว่า ตนเติบโตและอาศัยอยู่ในชุมชนแห่งนี้มาตั้งแต่เด็ก และคุ้นเคยกับวัดป่าอดุลยารามมาโดยตลอด แม้จะไม่ทราบรายละเอียดเชิงลึกเกี่ยวกับการมอบที่ดินในอดีต แต่รู้สึกเสียใจกับความขัดแย้งที่เกิดขึ้น
น.ส.พร กล่าวว่า วัดแห่งนี้เป็นศูนย์รวมจิตใจของคนในชุมชนมาอย่างยาวนาน ครอบครัวของตนเองก็มีความผูกพันกับวัด โดยอัฐิของบิดามารดายังเก็บรักษาอยู่ภายในวัด และที่ผ่านมาได้เข้าร่วมกิจกรรมทางศาสนาอย่างต่อเนื่อง ทั้งงานบุญ งานกฐิน และพิธีกรรมสำคัญต่างๆ
อยากให้ทุกฝ่ายหาทางออกร่วมกันและยุติความขัดแย้ง เพราะชาวบ้านส่วนใหญ่ยังอยากเห็นวัดแห่งนี้อยู่คู่ชุมชนต่อไป เป็นสถานที่ทำบุญ ประกอบพิธีกรรม และเป็นศูนย์รวมทางจิตใจของคนในพื้นที่เหมือนที่ผ่านมา น.ส.พร กล่าว
อย่างไรก็ตาม ประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวยังอยู่ระหว่างกระบวนการทางกฎหมาย และต้องรอการพิจารณาจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป