นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี ในวันนี้ (27 ก.ค. 2569) ถึงการอัปเดตเกณฑ์ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หลังนายกรัฐมนตรี สั่งให้มีการทบทวนเกณฑ์การให้สิทธิผู้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐใหม่ หลังพบเกณฑ์บางประเด็นไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ความเป็นจริง
ขณะที่ นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ชี้แจงว่า คณะรัฐมนตรี ได้เห็นชอบให้มีการเลื่อนกำหนดการอุทธรณ์ กรณีผู้ที่ไม่ได้รับสิทธิ์ จากเดิมวันที่ 31 ก.ค. เป็น 31 ส.ค. 2569 และยังขยายเวลาการยื่นเอกสารต่าง ๆ ได้จนถึงวันที่ 20 ก.ย. 2569 รวมถึงกระทรวงการคลัง ได้ขอขยายการใช้สิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐสำหรับผู้ที่ถือเดิม ใช้สิทธิ์ได้จนถึง 30 ก.ย. นี้ และจะมีการประกาศผู้ได้สิทธิ์ใหม่ และเริ่มใช้งานพร้อมกัน ในวันที่ 1 ต.ค. 2569
พร้อมชี้แจงถึงหลักเกณฑ์ที่มีการปรับใหม่ว่า เกณฑ์เดิมที่คัดกรองจะยังคงอยู่ แต่จะมีการปรับเกณฑ์ย่อยให้เหมาะสมความเป็นจริง โดยจำนวน 9,300,000 คนที่ถูกตัดสิทธิ์ จะถูกแบ่ง 3 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ไม่ผ่านการคัดกรองแน่ ๆ , กลุ่มทบทวนสิทธิ์ และกลุ่มที่ถูกนำชื่อไปจดทะเบียนครอบครองทรัพย์สินอื่น รวมถึงเกณฑ์นักศึกษา
นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ชี้แจงเพิ่มเติมถึงการถือครองรถของประชาชนว่า คณะกรรมการประชารัฐ ได้กำหนดหลักเกณฑ์อายุรถยนต์ ที่อายุเกิน 20 ปี หรือรถจักรยานยนต์อายุเกิน 15 ปี ที่มีมูลค่าไม่สูง ยกเว้นรถคลาสสิกทุกประเภท กรมการขนส่งทางบก จะคัดกรองและถอนบัญชีให้ โดยประชาชนไม่จำเป็นต้องอุทธรณ์ ยกเว้น รถอื่น ๆ เช่น อายุไม่ถึงเกณฑ์ 15 หรือ 20 ปี หรือรถที่ประชาชนที่ไม่ได้ใช้แล้ว แต่ยังไม่ได้แจ้งยกเลิก ประชาชนจะต้องไปยกเลิกก่อน และแจ้งผ่านศูนย์บริการ One Stop Service ที่กระทรวงมหาดไทย ที่ตั้งขึ้นที่ที่ว่าการอำเภอทั่วประเทศ
นายวินัย โตเจริญ รองอธิบดีกรมการปกครอง ชี้แจงว่า ผู้ลงทะเบียนสามารถตรวจสอบสิทธิ์ได้ตามช่องทางต่างๆ
พร้อมย้ำให้จังหวัด และอำเภอ ได้เร่งประชาสัมพันธ์ในวงกว้าง พร้อมยังได้แจ้งนายอำเภอทั่วประเทศ ตั้งศูนย์ประสานงาน เพื่อสนับสนุนโครงการในลักษณะศูนย์บริการ One Stop Service เพื่อให้บริการประชาชน โดยประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ธนาคารกรุงไทย เพื่ออำนวยความสะดวกประชาชน ทั้งการยืนยันตัวตน และกลุ่มการขอทบทวนสิทธิ์ พร้อมให้กำนันผ้ใหญ่บ้าน ได้รับทราบและร่วมสนับสนุนด้วย
รองอธิบดีกรมการปกครอง ยังระบุว่า ผู้ที่ไม่ผ่านเกณฑ์ 9,300,000 คน ขณะนี้ มาประชาชนมายื่นขอทบทวนแล้ว 3,800,000 คน และยังไม่ยื่นทบทวนสิทธิ์ราว 5,400,000 คน ซึ่งการตรวจสอบสิทธิ์ในระดับอำเภอนั้น กระทรวงมหาดไทยได้ให้กำนัน, ผู้ใหญ่บ้านไปรับข้อมูล และมายื่นที่อำเภอ เพื่อตรวจสอบสิทธิ์ผ่านศูนย์ One Stop Service ร่วมกับ สรรพากรในพื้นที่, ที่ดินสาขาในพื้นที่, สำนักงานขนส่งสาขา ฯลฯ ส่วนการตรวจสอบสิทธิ์ในระดับจังหวัด อำเภอจะนำข้อมูลส่งต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อทบทวนสิทธิ์ต่อไป เช่น การถือครองกรมธรรม์ เป็นต้น
นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง ยังชี้แจงถึงการครอบครองรถของประชาชนว่า รถที่ไม่ได้ใช้ หรือสูญหาย ประชาชนจะต้องมาแจ้ง ที่ศูนย์ One Stop Service ส่วนนักศึกษา หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งประมวลผลข้อมูล และแจ้งมายังกระทรวงการคลัง
พร้อมย้ำให้ประชาชนหากยังไม่มั่นใจ ก็สามารถกดทบทวนสิทธิ์ได้ เพราะบางครั้ง ก็เกิดการอ้างชื่อ หรือชื่อซ้ำ จนเกิดความผิดพลาดทางทะเบียน จึงขอให้ประชาชนปกป้องสิทธิ์ของตนเอง และไม่ต้องกังวลว่า ไม่เคยได้รับเงิน แต่เหตุใดจึงมีชื่อ จึงขอให้ประชาชน ได้ให้ข้อมูลที่เป็นจริงกับเจ้าหน้าที่ ไม่ต้องกังวลจะถูกตรวจสอบภาษีย้อนหลัง ซึ่งหากประชาชนไม่เคยทราบเรื่อง ก็ขอให้ระบุตามความเป็นจริง และข้อมูลต่างๆ ทุกหน่วยงานกำลังประมวลข้อมูล
ทั้งนี้ ผู้ที่ได้รับการคืนคุณสมบัติก็ยังจะต้องไปพิจารณาหลักเกณฑ์คุณสมบัติอื่น ๆ ด้วย เช่น หากได้รับคืนสิทธิ์เกณฑ์การถือครองรถแล้ว ก็ยังต้องไปพิจารณาเกณฑ์อื่น ๆ ต่อว่า เข้าข่ายหรือไม่ หรือมีคุณสมบัติครบถ้วนแล้ว