วันที่ 4 มิถุนายน 2569 หมอเจด ได้ออกมาเผยข้อมูลผ่านเฟซบุ๊ก ชื่อ หมอเจด เกี่ยวกับผลลัพธ์ของการลดน้ำตาลในแต่ละช่วงเวลา พร้อมอธิบายว่า หลายคนที่เริ่มลดหวานมักตั้งคำถามว่าร่างกายจะเริ่มดีขึ้นเมื่อใด โดยความจริงแล้วบางอย่างสามารถเห็นการเปลี่ยนแปลงได้ตั้งแต่วันแรก ขณะที่บางอย่างต้องอาศัยเวลาหลายสัปดาห์หรือหลายเดือนจึงจะเห็นผลชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นค่าน้ำตาลสะสม ไขมันพอกตับ รอบเอว หรือความไวต่ออินซูลิน
หมอเจด ระบุว่า ในช่วง 1-3 วันแรก หลังจากงดน้ำหวาน ชาเย็น กาแฟหวาน น้ำอัดลม ขนม และของหวานหลังมื้ออาหาร สิ่งที่มักเห็นการเปลี่ยนแปลงได้เร็วที่สุดคือระดับน้ำตาลหลังอาหาร โดยเฉพาะช่วง 1-2 ชั่วโมงหลังรับประทานอาหาร ซึ่งอาจลดการพุ่งสูงของระดับน้ำตาลได้ หากมื้ออาหารไม่ได้มีแต่แป้งเพียงอย่างเดียว อย่างไรก็ตาม ในระยะนี้บางคนอาจมีอาการหงุดหงิด อยากของหวาน หรือปวดศีรษะ เนื่องจากร่างกายยังคุ้นชินกับรสหวาน
เมื่อทำต่อเนื่องประมาณ 7 วัน ระดับน้ำตาลจะเริ่มแกว่งตัวน้อยลง หลายคนจะรู้สึกไม่ง่วงหลังรับประทานอาหารเหมือนเดิม ลดอาการหิวจุกจิก และไม่อยากกินของหวานบ่อยครั้ง เนื่องจากระดับน้ำตาลในเลือดไม่ขึ้นลงอย่างรวดเร็วตลอดทั้งวัน หากมีการตรวจวัดระดับน้ำตาลด้วยเครื่องวัดปลายนิ้วหรือ CGM จะสามารถเห็นได้ชัดว่ากราฟน้ำตาลหลังมื้ออาหารมีความคงที่มากขึ้น
สำหรับช่วงประมาณ 30 วัน หากลดหวานได้อย่างจริงจัง ตับจะได้รับน้ำตาลส่วนเกินน้อยลง โดยเฉพาะน้ำตาลจากเครื่องดื่มหวานและฟรุกโตส ส่งผลให้ระดับไตรกลีเซอไรด์หรือ TG ของบางคนเริ่มดีขึ้น และรอบเอวอาจลดลงได้เช่นกัน ทั้งนี้ต้องไม่ชดเชยด้วยการรับประทานแป้งหรืออาหารทอดในปริมาณมาก
เมื่อเข้าสู่ช่วงประมาณ 60 วัน หากลดหวาน ลดแป้งขัดขาว เดินหลังอาหารสม่ำเสมอ และน้ำหนักตัวเริ่มลดลง ร่างกายจะมีความไวต่ออินซูลินดีขึ้น ทำให้ไม่จำเป็นต้องใช้อินซูลินในปริมาณมากเหมือนเดิมเพื่อควบคุมระดับน้ำตาล ผู้ที่เคยหิวบ่อย ง่วงหลังอาหาร หรือมีพุงสะสม อาจเริ่มรู้สึกว่าร่างกายกระฉับกระเฉงขึ้น อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยเบาหวานที่ใช้ยาอยู่ควรระมัดระวังภาวะน้ำตาลต่ำ และไม่ควรปรับยาเอง
ส่วนในช่วงประมาณ 90 วัน ค่า HbA1c จะเริ่มสะท้อนผลลัพธ์ที่ชัดเจน เนื่องจากเป็นค่าที่แสดงระดับน้ำตาลสะสมย้อนหลังราว 2-3 เดือน หากสามารถลดหวาน ปรับพฤติกรรมการกิน ออกกำลังกาย และควบคุมน้ำหนักได้อย่างต่อเนื่อง ค่า HbA1c ก็มีโอกาสลดลง แต่หากยังคงดื่มชาเย็น กาแฟหวาน น้ำผลไม้ รับประทานขนม หรือมีพฤติกรรมหลุดบ่อย ค่าดังกล่าวก็จะแสดงผลตามความเป็นจริง
นอกจากนี้ หมอเจด ยังแนะนำแนวทางลดหวานที่ควรทำเป็นประจำทุกวัน ได้แก่ เริ่มต้นวันด้วยน้ำเปล่าแทนกาแฟหวาน รับประทานโปรตีนในมื้อเช้า เช่น ไข่ ปลา ไก่ เต้าหู้ หรือโยเกิร์ตรสธรรมชาติ หากรับประทานข้าว แป้ง หรือเส้น ควรกินคู่กับผักและโปรตีน หลีกเลี่ยงการกินแป้งเพียงอย่างเดียว เปลี่ยนเครื่องดื่มหวานเป็นสูตรไม่หวานหรือค่อย ๆ ลดระดับความหวานลง เดินหลังอาหารประมาณ 10-15 นาที เพื่อช่วยลดการพุ่งของน้ำตาลหลังมื้ออาหาร ไม่ปล่อยให้หิวจัดจนเกินไป เลือกรับประทานผลไม้ทั้งลูกแทนน้ำผลไม้ เช่น ฝรั่ง แอปเปิล หรือเบอร์รี รวมถึงนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เพราะการนอนน้อยอาจส่งผลให้ระดับน้ำตาลแกว่งตัวและเพิ่มความอยากของหวานได้ง่ายขึ้น
ทั้งนี้ หมอเจด ระบุทิ้งท้ายว่า การลดหวานต่อเนื่องเป็นเวลา 90 วัน ไม่ได้หมายความว่าต้องทรมานตัวเอง แต่เป็นการลดการได้รับน้ำตาลซ้ำ ๆ ในชีวิตประจำวัน โดยวันแรกอาจเริ่มเห็นระดับน้ำตาลหลังอาหารดีขึ้น ช่วง 30 วัน รอบเอวและค่า TG อาจเริ่มตอบสนอง และเมื่อครบ 90 วัน ค่า HbA1c จะเป็นตัวสะท้อนผลลัพธ์ที่ชัดเจน หากต้องการควบคุมระดับน้ำตาลให้ดีขึ้น ไม่ควรพึ่งพายาเพียงอย่างเดียว แต่ควรเริ่มต้นจากการปรับพฤติกรรมการดื่มและการกินในแต่ละวันด้วย
เรียบเรียงโดย มุมข่าว