จากกรณี นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ประเทศไทยกำลังเผชิญ วิกฤตซ้อนวิกฤต ทั้งจากเศรษฐกิจโลก ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และปัญหาพลังงาน ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อเศรษฐกิจในทุกภาคส่วน
กระทรวงพาณิชย์จึงเร่งเดินหน้านโยบายเพื่อบรรเทาภาระประชาชน เพิ่มรายได้ และกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจอย่างทั่วถึง โดยวางกรอบดำเนินงานผ่าน 5 นโยบายหลัก เพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยในระยะยาว
1.ดูแลค่าครองชีพสร้างรายได้ยกระดับชุมชน ผ่านโครงการคนละครึ่งพลัสและบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ, ยกระดับโครงการไทยช่วยไทยขยายให้ครอบคลุมทุกกลุ่ม ทั้งสินค้าอุปโภค บริโภค และสินค้าเกษตร
2.รักษาเสถียรภาพและเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ เช่น ควบคุมปริมาณผลผลิตให้สอดคล้องความต้องการ จัดทำโซนนิ่งเพื่อเลือกพื้นที่ปลูกที่เหมาะสม สร้างมูลค่าสินค้าเกษตรด้วย GI สนับสนุนเกษตกรแปรรูปสินค้า สร้างล้งชุมชนเป็นกลไกรับซื้อและรวบรวมผลผลิต และใช้กลไก Trading Firm & Distributor เจาะตลาดใหม่ นำสินค้าเกษตรเป็นส่วนหนึ่งในการเจรจาการค้าภาครัฐ
3.สร้างความเข้มแข็งให้เอสเอ็มอี และชุมชน อาทิ ขยายเครือข่ายและสร้างผู้ประกอบการผ่านแฟรนไชส์ (Franchise), พัฒนาเศรษฐกิจชุมชนด้วย GI คาดว่าจะสามารถสร้างมูลค่าทางการตลาดและเม็ดเงินหมุนเวียนสู่ชุมชนได้มากกว่า 117,000 ล้านบาท
4.สร้างสมดุลการส่งออก และยกระดับเทคโนโลยีการให้บริการและปลดล็อกกฎระเบียบ เช่น สร้าง สมดุลมิติผู้ประกอบการเพิ่มสัดส่วนของ SMEs ในโครงสร้างการส่งออก, สนับสนุนการใช้ LOCAL CONTENT ผ่านการแปรรูปและการสร้างมูลคาเพิ่มอาศัยเทคโนโลยีและนวัตกรรมในการแปรรูป(AGRI-PROCESSING) ให้เป็นสินค้าแบรนด์ไทยที่มีมูลค่าสูง (HIGH VALUE-ADDED PRODUCTS) รักษาตลาดเดิม เร่งรัดกระบวนการเจรจาจัดทํา ART รับมือการไต่สวนภายใต้มาตรา 30, ยกระดับการส่งเสริม ตลาดจีน และบุกตลาดใหม่ เช่น เจรจา FTA ไทย-EU, ผลักดัน MRA ด้านมาตรฐานสิ่งแวดล้อมกับอินเดีย, ใช้ประโยชน์จาก FTA ลาตินอเมริกา รวมไปถึงยกระดับการท่องเที่ยวและบริการสู่ตลาดมูลค่าสูง
5.ยกระดับเทคโนโลยีการให้บริการ และปลดล็อกกฎระเบียบ เช่น ยกระดับการบริหารและการบริการภาครัฐ ภายใต้ MOC Plus “จุดเดียว จบ จริง” และยกระดับการบริหารจัดการสินค้าเกษตรด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะ
นางศุภจี กล่าวว่า ในวันที่ 1 พ.ค.2569 กระทรวงพาณิชย์จะคิกออฟโครงการกระจายสินค้าราคาถูกไปสู่ประชาชนเฟส 2 โดยจะมีการขยายช่องทางการจัดจําหน่าย และกระจายสินค้าราคาถูกเพิ่มเติม นอกเหนือไปจากการขายผ่านร้านค้าท้องถิ่นและห้างค้าปลีกค้าส่งขนาดใหญ่
โดยจะเพิ่มช่องทางการขายผ่านสถานที่ว่าการอำเภอทุกจังหวัด ให้ครบ 868 จุด, ร้านค้ากองทุนหมู่บ้าน, ตลาดนัดไทยช่วยไทย 1,000 จุด ทั่วประเทศ และผ่านที่ทำการไปรษณีย์ไทย ส่วนในพื้นที่ห่างไกล จะขายสินค้าผ่านรถเร่ หรือรถพุ่มพวง