ข่าวภูมิภาค

ทลายแก๊งสแกมเมอร์ข้ามชาติ! กองปราบฯ บุก 27 จุด 11 จังหวัด ยึดทรัพย์ทะลุ 500 ล้าน

|
ทลายแก๊งสแกมเมอร์ข้ามชาติ! กองปราบฯ บุก 27 จุด 11 จังหวัด ยึดทรัพย์ทะลุ 500 ล้าน

วันที่ 13 ตุลาคม 2569 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ร่วมกับกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) กองบังคับการปราบปราม (กก.5 บก.ป.) และเจ้าหน้าที่ตำรวจจากกองกำกับการ 1-6 เปิดปฏิบัติการเข้าตรวจค้นเป้าหมายสำคัญ 27 จุด ใน 11 จังหวัดทั่วประเทศ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ เชียงราย สมุทรปราการ สระบุรี สิงห์บุรี นครปฐม ชลบุรี กาฬสินธุ์ นราธิวาส และระนอง เพื่อกวาดล้างเครือข่ายหลอกลงทุนและองค์กรรับฟอกเงินข้ามชาติ พร้อมจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับได้แล้ว 39 ราย

จากทั้งหมด 71 ราย และยึดทรัพย์สินมูลค่ารวมกว่า 500 ล้านบาท ปฏิบัติการครั้งนี้เป็นผลจากการทำงานเชิงรุกของศูนย์ ACSC ซึ่งนำข้อมูลผู้ถือวีซ่าพำนักระยะยาวประเภท Thailand Privilege มาตรวจสอบเทียบกับฐานข้อมูลในระบบรับแจ้งความออนไลน์ (TPO) เพื่อป้องกันกลุ่มมิจฉาชีพข้ามชาติแฝงตัวเข้ามาใช้สิทธิประโยชน์ในประเทศไทย ก่อนพบเบาะแสว่าบัญชีธนาคารของชาวจีนที่ถือวีซ่าประเภทดังกล่าวมีเส้นทางการเงินเชื่อมโยงกับเงินที่ได้รับจากการฉ้อโกงประชาชน เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.5 บก.ป. จึงสืบสวนเชิงลึกนานกว่า 5 เดือน

จนพบเครือข่ายอาชญากรรมขนาดใหญ่ที่มีผู้ได้รับวีซ่า Thailand Privilege เกี่ยวข้องถึง 9 ราย จากพยานหลักฐาน ศาลอาญาอนุมัติหมายจับผู้ต้องหา 71 ราย แบ่งเป็นคนไทย 41 ราย ชาวจีน 21 ราย ชาวลาว 5 ราย ชาวเมียนมา 3 ราย และผู้ถือสัญชาติวานูอาทู 1 ราย โดยจับกุมได้แล้ว 39 ราย ประกอบด้วยคนไทย 30 ราย ชาวจีน 8 ราย และชาวเมียนมา 1 ราย ในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ร่วมกันฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นคนอื่น ร่วมกันนำเข้าข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ สมคบกันฟอกเงิน และร่วมกันฟอกเงิน ส่วนผู้ต้องหาที่เหลืออยู่ระหว่างติดตามจับกุม โดยมี 22 รายหลบหนีไปต่างประเทศ 6 รายถูกจำคุกในคดีอื่น และอีก 4 รายหลบหนีอยู่ในประเทศไทย

สำหรับแผนหลอกลวงของเครือข่ายนี้ เริ่มจากการสร้างโฆษณาบนเฟซบุ๊กชักชวนประชาชนลงทุนเทรดหุ้นรูปแบบ Block Trade โดยอ้างผลตอบแทนสูง เมื่อผู้สนใจกดลิงก์จะถูกนำไปเพิ่มเพื่อนผ่านแอปพลิเคชันไลน์ และพูดคุยกับ แอดมินกานต์ ซึ่งทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาการลงทุน ก่อนชักชวนให้ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน ETO TH และลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ eto-th.com ที่สร้างขึ้นเพื่อแสดงยอดเงินและผลกำไรเสมือนจริง นอกจากนี้ ยังจัดอบรมผ่าน Zoom โดยบุคคลที่อ้างตัวเป็น อาจารย์ทอย ผู้เชี่ยวชาญด้านการเทรดหุ้น ซึ่งใช้เพียงเสียงโดยไม่เปิดกล้อง พร้อมมีกลุ่มคู่หูปลอมในไลน์ช่วยสร้างสถานการณ์เพื่อจูงใจให้เหยื่อเชื่อมั่น เมื่อผู้เสียหายโอนเงินเข้าบัญชีนิติบุคคลของกลุ่มคนร้ายรวม 13 บัญชี และต้องการถอนเงินกำไรกลับถูกเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมหลายครั้ง ส่งผลให้คดีนี้มีมูลค่าความเสียหายรวม 26,511,804.66 บาท

จากการตรวจสอบเส้นทางการเงิน เจ้าหน้าที่พบว่าขบวนการมีวิธีฟอกเงินหลายรูปแบบ ทั้งโอนเงินกระจายไปยังบัญชีม้าลำดับถัดไป ถอนเงินสดผ่านตู้เอทีเอ็มและเคาน์เตอร์ธนาคาร เคลื่อนย้ายเงินผ่านระบบโพยก๊วนแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ตลอดจนชำระค่าสินค้าและบริการผ่านระบบ Payment Gateway (2c2p) เพื่อแปลงสภาพเงิน นอกจากนี้ ยังนำเงินจากบัญชีนิติบุคคลไปซื้อคริปโทเคอร์เรนซี USDT ก่อนโอนไปยังองค์กรรับฟอกเงินผ่านกระเป๋าเงินดิจิทัลแบบไม่ระบุตัวตน (Non-Custodial Wallet) และส่งต่อผ่านกระเป๋าเงินหลายชั้นเพื่ออำพรางเส้นทางการเงิน ส่วนการจัดการเงินที่ได้จากการกระทำผิดแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่

ใช้เป็นเงินหมุนเวียนเลี้ยงเหยื่อรายใหม่ ด้วยการคืนผลตอบแทนจำนวนเล็กน้อยในช่วงแรกเพื่อสร้างความไว้วางใจ ก่อนหลอกให้ลงทุนเพิ่มเป็นเงินก้อนใหญ่ ถอนเงินสดส่งมอบให้กลุ่มผู้รับผลประโยชน์ตามจุดนัดหมาย และนำเงินไปชำระให้บริษัทอสังหาริมทรัพย์โดยตรง เพื่อซื้อบ้านหรูหรือจดทะเบียนเช่าระยะยาว 30 ปีในชื่อบุคคลอื่น เป็นการเปลี่ยนเงินผิดกฎหมายให้เป็นอสังหาริมทรัพย์และปกปิดตัวผู้ครอบครองที่แท้จริง ผลการตรวจค้นและยึดทรัพย์ตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พบทรัพย์สินรวมมูลค่ากว่า 500 ล้านบาท ประกอบด้วย

อสังหาริมทรัพย์และบ้านหรูในกรุงเทพฯ และสมุทรปราการ 8 หลัง มูลค่ากว่า 330 ล้านบาท เอกสารสิทธิ์ที่ดินและห้องชุดคอนโดมิเนียมหรูย่านพระราม 9 จำนวน 4 รายการ มูลค่ากว่า 90 ล้านบาท และบ้านพักหรูย่านกรุงเทพกรีฑาอีก 2 หลัง มูลค่ากว่า 60 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังยึดรถยนต์หรู 10 คัน อาทิ Porsche Cayenne, Lexus LM300h, Toyota Alphard, Tesla Model Y, ZEEKR 009 และ Mercedes-Benz C300e เงินสดทั้งสกุลไทยและต่างประเทศรวมกว่า 4.2 ล้านบาท สินทรัพย์ดิจิทัล USDT มูลค่ากว่า 830,000 บาท ทรัพย์สินมีค่า เช่น นาฬิกาหรู เครื่องประดับ และกระเป๋าแบรนด์เนมรวม 87 รายการ ตลอดจนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลดิจิทัลอีกจำนวนมาก

เบื้องต้น ผู้ต้องหาชาวจีนบางรายให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมว่า ทำหน้าที่บริหารจัดการฟอกเงินให้หัวหน้าขบวนการ ซึ่งเป็นหุ้นส่วนระดับหนึ่งของศูนย์สแกมเมอร์ขนาดใหญ่ในพื้นที่ปอยเปต ประเทศกัมพูชา โดยข้อมูลจากกระเป๋าเงินดิจิทัลแบบไม่ระบุตัวตนและคำให้การของผู้ต้องหา จะถูกนำไปใช้เป็นเบาะแสในการขยายผลของตำรวจสอบสวนกลาง เพื่อติดตามบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติและดำเนินการออกหมายจับต่อไป

ABOUT THE AUTHOR

neen

ทีมข่าว Siam News