วันที่ 7 ตุลาคม 2569 เวลา 08.00 น. พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. พร้อมด้วย พล.ต.ต.กฤษฎากร ปานโปร่ง ผบก.ปคบ., พ.ต.อ.อนุวัฒน์ รักษ์เจริญ รอง ผบก.ปคบ., พ.ต.อ.ไกรวิศท์ แสนทวีสุข ผกก.1 บก.ปคบ., พ.ต.ท.ไพรัช พรมวงศ์ และ พ.ต.ท.ภูมิพัฒน์ บัวรัตนกุล รอง ผกก.1 บก.ปคบ. สั่งการให้ พ.ต.ต.กฤตภาส พึ่งนุสนธิ์ สว.กก.1 บก.ปคบ. นำกำลังชุดสืบสวน กก.1 บก.ปคบ. เปิดปฏิบัติการปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้าครั้งใหญ่ เข้าตรวจค้นเป้าหมาย 9 จุดในพื้นที่เขตคลองสาน เขตบางบอน และเขตตลิ่งชัน หลังพบข้อมูลว่ามีการลักลอบเก็บ พัก แพ็ก และจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้ารายใหญ่ในพื้นที่ฝั่งธนบุรี โดยสามารถจับกุมผู้ต้องหาทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติรวม 47 ราย พร้อมยึดของกลางกว่า 200,000 ชิ้น มูลค่าประมาณ 200 ล้านบาท
ปฏิบัติการครั้งนี้เป็นการเข้าทลายเครือข่าย อาไห่ โดยของกลางที่ตรวจยึดได้ประกอบด้วย บุหรี่ไฟฟ้า น้ำยาบุหรี่ไฟฟ้า หัวพอต อุปกรณ์ส่วนควบ โทรศัพท์มือถือ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เอกสารและหลักฐานทางการเงิน รวมถึงรถยนต์ที่ใช้สำหรับขนส่งลำเลียงสินค้า รวมของกลางทั้งหมดกว่า 200,000 ชิ้น
สำหรับการสืบสวนจนสามารถขยายผลไปถึงเครือข่ายดังกล่าว เริ่มต้นจากเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.1 บก.ปคบ. จับกุมผู้ต้องหาลักลอบจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้า 3 ราย พร้อมของกลางบุหรี่ไฟฟ้าแบบสูบแล้วทิ้ง 4,113 ชิ้น โดยหนึ่งในผู้ต้องหาให้การว่า ทำหน้าที่รับจ้างแพ็กสินค้า และก่อนถูกจับกุมมีชายคนหนึ่งขับรถยนต์เก๋งสีน้ำตาลคันเดิม ซึ่งเคยนำสินค้ามาส่งเป็นประจำ บรรทุกบุหรี่ไฟฟ้าใส่ลังมาส่งให้ เจ้าหน้าที่จึงตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดย้อนหลัง ก่อนพบรถยนต์และบุคคลที่มีลักษณะตรงกับคำให้การ
จากนั้นชุดสืบสวนได้ขยายผลโดยตรวจสอบหมายเลขโทรศัพท์และชื่อผู้ครอบครองรถ จนพบความเชื่อมโยงระหว่างกลุ่มผู้ขนส่ง ครอบครัวของผู้ครอบครองรถ และกลุ่มผู้จำหน่ายสินค้า ขณะที่การตรวจสอบเส้นทางการเงินพบความผิดปกติ โดยมีการโอนเงินค่าจ้างขนส่งครั้งละ 300-400 บาท เกือบทุกวัน รวมถึงพบการโอนเงินในคืนถัดจากวันที่นำสินค้าไปส่ง นอกจากนี้ ยังพบบัญชีอีกแห่งมีเงินโอนเข้าครั้งละหลักหมื่นถึงหลักแสนบาท และมีการถอนเงินสดจำนวนมากออกจากบัญชีหลายครั้งภายในวันเดียวกัน
เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่เฝ้าติดตามพฤติการณ์และตรวจสอบกล้องวงจรปิดอย่างต่อเนื่อง จนพบการขนย้ายลังสินค้าเข้า-ออกสถานที่หลายแห่ง โดยมีทั้งรถยนต์ รถกระบะ และรถจักรยานยนต์ใช้ลำเลียงสินค้าระหว่างจุดพัก จุดแพ็ก โกดัง และจุดกระจายสินค้า อีกทั้งรถหลายคันที่ใช้ขนส่งมีชื่อนิติบุคคลเดียวกันเป็นผู้ครอบครอง ซึ่งเป็นบริษัทที่ยังเปิดดำเนินกิจการและมีกรรมการหลายราย ลักษณะดังกล่าวทำให้เจ้าหน้าที่เชื่อว่ามีการดำเนินการเป็นเครือข่าย พร้อมแบ่งหน้าที่กันอย่างชัดเจน จึงรวบรวมพยานหลักฐานขอศาลออกหมายค้นเข้าตรวจสอบทั้งหมด 9 จุด
สำหรับเป้าหมายทั้ง 9 จุด แบ่งเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ จุดพักและซุกซ่อนสินค้าก่อนส่งให้ลูกค้ารายใหญ่ จำนวน 4 จุด ในพื้นที่เขตคลองสาน เขตบางบอน และเขตตลิ่งชัน, จุดซุกซ่อน แพ็ก และจำหน่ายสินค้าทางออนไลน์ จำนวน 4 จุด ย่านท่าดินแดง เขตคลองสาน ซึ่งใช้สำหรับเตรียมสินค้าส่งผ่านช่องทางออนไลน์และระบบเดลิเวอรี และจุดเก็บอุปกรณ์รวมถึงหลักฐานทางการเงิน จำนวน 1 จุด ในพื้นที่เขตบางบอน ใช้สำหรับเก็บโทรศัพท์มือถือ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และข้อมูลบัญชีทางการเงิน
เบื้องต้น เจ้าหน้าที่แจ้งข้อหาผู้ต้องหาทั้งหมดในความผิดฐาน ร่วมกันฝ่าฝืนคำสั่งคณะกรรมการว่าด้วยความปลอดภัยของสินค้าและบริการ ห้ามผลิต ห้ามขายหรือให้บริการบุหรี่ไฟฟ้าและน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้า และร่วมกันช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำ หรือรับไว้โดยประการใดซึ่งของอันตนพึงรู้ว่าเป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยมิได้ผ่านพิธีการศุลกากร อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522, คำสั่งคณะกรรมการว่าด้วยความปลอดภัยฯ ที่ 24/2567 และ พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560
จากการสอบสวน ผู้ต้องหาทั้งหมดให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา เจ้าหน้าที่จึงนำตัวส่งพนักงานสอบสวน กก.1 บก.ปคบ. เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมเดินหน้าสืบสวนขยายผลติดตามตัวเจ้าของสินค้า นายทุน ผู้สั่งการ และบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเส้นทางการเงินมาดำเนินคดีต่อไป
ทั้งนี้ บก.ปคบ. แจ้งเตือนประชาชนว่า บุหรี่ไฟฟ้าและน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้าเป็นสินค้าผิดกฎหมาย ห้ามขายและห้ามนำเข้ามาในราชอาณาจักร รวมถึงการช่วยเก็บ ซุกซ่อน ขนส่ง หรือจำหน่าย ซึ่งอาจมีความผิดและได้รับโทษตามกฎหมาย หากพบเบาะแส สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ บก.ปคบ. ให้เข้าตรวจสอบได้ทันที