วันที่ 30 กันยายน นายปกรณ์ จีนาคำ สส.แม่ฮ่องสอน พรรคกล้าธรรม ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วยนายจตุพร กมลพันธ์ทิพย์ สส.ราชบุรี ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการฯ รับหนังสือร้องเรียนจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคกล้าธรรม 3 ราย ได้แก่ น.ส.อรทัย เกิดทรัพย์ สส.ภูเก็ต น.ส.วงศ์อะเคื้อ บุญศล สส.สกลนคร และนายพรณรงค์ นิลนะมะ สส.หนองบัวลำภู เพื่อสะท้อนปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ พร้อมขอให้คณะกรรมาธิการฯ ตรวจสอบข้อเท็จจริงและประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อหาแนวทางแก้ไข
น.ส.อรทัย เกิดทรัพย์ สส.ภูเก็ต กล่าวว่า ได้นำเรื่องความเดือดร้อนของประชาชนในจังหวัดภูเก็ต โดยเฉพาะปัญหาการครอบครองและสิทธิในที่ดินบริเวณป่าสงวนแห่งชาติป่าบางขนุน ซึ่งเป็นข้อพิพาทที่ดำเนินมาเป็นเวลานาน ปัจจุบันมีประชาชนได้รับผลกระทบประมาณ 265 ราย ครอบคลุมพื้นที่เกือบ 2,700 ไร่
ทั้งนี้ ที่ผ่านมาได้มีการตรวจสอบเอกสารและส่งเรื่องไปยังกรมป่าไม้แล้ว แต่ตั้งแต่ปี 2553 จนถึงปัจจุบัน ยังไม่มีการออกเอกสารสิทธิที่เกี่ยวข้องให้แก่ประชาชน ทำให้ประชาชนยังเกิดความไม่แน่นอนว่าจะได้รับสิทธิในที่ดินดังกล่าวหรือไม่ ขณะเดียวกัน ยังมีประชาชนบางรายถูกดำเนินคดี โดยมีหน่วยงานของรัฐเป็นคู่ความ จึงต้องการให้คณะกรรมาธิการฯ เข้ามาตรวจสอบข้อเท็จจริงและหาแนวทางสร้างความเป็นธรรม เพื่อให้ประชาชนมีที่ดินทำกินและสามารถดำรงชีวิตได้อย่างมั่นคง
ด้าน น.ส.วงศ์อะเคื้อ บุญศล สส.สกลนคร กล่าวว่า ได้รับเรื่องร้องเรียนจากวัดและสำนักสงฆ์ในจังหวัดสกลนคร รวมถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ กรณีอายุสัญญาอนุญาตให้ใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่าไม้กำลังจะสิ้นสุดลง ขณะที่กระบวนการต่อสัญญายังมีความซับซ้อน รวมถึงมีความคลุมเครือในด้านหลักเกณฑ์และระเบียบที่เกี่ยวข้อง
ปัญหาดังกล่าวทำให้วัดและสำนักสงฆ์บางแห่งมีความกังวลว่าอาจถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้บุกรุกพื้นที่ป่า และอาจนำไปสู่การดำเนินคดีหรือการเรียกคืนพื้นที่ จึงได้นำเรื่องมายื่นต่อคณะกรรมาธิการฯ เพื่อขอให้พิจารณาปรับปรุงหลักเกณฑ์และระเบียบที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั่วประเทศ เพื่อให้วัดและสำนักสงฆ์สามารถดำเนินกิจกรรมทางศาสนาได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย และยังคงทำหน้าที่เป็นศูนย์รวมจิตใจของประชาชน
ขณะที่ นายพรณรงค์ นิลนะมะ สส.หนองบัวลำภู กล่าวว่า ได้นำปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ อ.นากลาง จ.หนองบัวลำภู โดยเฉพาะ ต.ด่านช้าง และ ต.อุทัยสวรรค์ ซึ่งประสบปัญหาหลุมยุบในพื้นที่ทำกินมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2551 และปัจจุบันยังคงพบหลุมยุบเกิดขึ้นเพิ่มเติมเป็นระยะ
ที่ผ่านมา สำนักทรัพยากรธรณี เขต 2 ขอนแก่น ได้เข้าตรวจสอบและศึกษาสาเหตุเบื้องต้น โดยพบว่าปัญหาอาจเกี่ยวข้องกับการละลายของหินปูนใต้พื้นดิน จนทำให้เกิดโพรงและนำไปสู่การยุบตัวของพื้นดิน อย่างไรก็ตาม ยังจำเป็นต้องมีการศึกษาต่อเนื่องเพื่อหาสาเหตุและแนวทางแก้ไข รวมถึงป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาในอนาคต
นายพรณรงค์ กล่าวต่อว่า ปัจจุบันองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่สามารถดำเนินการได้เพียงตั้งงบประมาณเพื่อกลบหลุมยุบที่เกิดขึ้นเป็นจุด ๆ เท่านั้น แต่จากจำนวนและขนาดของหลุมที่เพิ่มขึ้น ทำให้งบประมาณของท้องถิ่นไม่เพียงพอ โดยบางหลุมมีทั้งความกว้างและความลึกมากจนสามารถรองรับรถบรรทุกได้ทั้งคัน ขณะที่บางพื้นที่พบหลุมยุบขนาดกว้างประมาณ 15-20 เมตร
ผลกระทบที่เกิดขึ้นส่งผลโดยตรงต่อเกษตรกร เนื่องจากพื้นที่ทำกินบางแปลงมีขนาดไม่มาก แต่ถูกหลุมยุบกินพื้นที่ไปเป็นจำนวนมาก ส่วนบางแปลงพบหลุมยุบกระจายอยู่ทั่วบริเวณ จนไม่สามารถใช้ประโยชน์ทางการเกษตรได้อย่างเต็มที่ จึงต้องการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาศึกษาและแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ
ด้าน นายปกรณ์ จีนาคำ กล่าวว่า ปัญหาเกี่ยวกับที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม มีประชาชนเข้ามายื่นเรื่องต่อคณะกรรมาธิการฯ เป็นจำนวนมาก โดยทั้ง 3 เรื่องที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนำมายื่นในวันนี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาที่คณะกรรมาธิการฯ ให้ความสำคัญ และที่ผ่านมาเคยมีการศึกษาประเด็นที่เกี่ยวข้องมาแล้ว
ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการฯ จะนำทั้ง 3 เรื่องเข้าสู่การประชุมเพื่อพิจารณาตามขั้นตอนของกรรมาธิการ พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบข้อเท็จจริง และหาแนวทางแก้ไขปัญหาให้เกิดความรวดเร็วและเป็นธรรมกับประชาชนในพื้นที่ต่อไป