วันนี้ (28 กันยายน 2569) นายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมชลประทาน ลงพื้นที่จังหวัดระยองเป็นการด่วน เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำและตรวจสอบสภาพอ่างเก็บน้ำคลองระโอก ตำบลทุ่งควายกิน อำเภอแกลง หลังมีปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ระดับน้ำอยู่ในเกณฑ์สูง โดยข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 28 กันยายน 2569 ระบุว่า อ่างเก็บน้ำคลองระโอกมีปริมาณน้ำประมาณ 24 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 121% ของความจุเก็บกักสูงสุด ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 21.80 ล้านลูกบาศก์เมตร

การลงพื้นที่ในครั้งนี้ อธิบดีกรมชลประทานได้ติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด พร้อมรับทราบผลการตรวจสอบอาคารระบายน้ำล้น (Spillway) ซึ่งพบความเสียหายบริเวณกำแพงคอนกรีตอาคารด้านรับการระบายน้ำ มีการพังทลายเป็นช่วงความยาวประมาณ 20 เมตร

โดยจากการประเมินเบื้องต้น ตัวอาคารยังสามารถรองรับการระบายน้ำได้ ทั้งนี้ ได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการปรับปรุงแก้ไขและติดตามความมั่นคงของอาคารและตัวเขื่อนอย่างต่อเนื่อง
อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ขณะนี้กรมชลประทานให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำคลองระโอกอย่างใกล้ชิด เนื่องจากปริมาณน้ำอยู่ในระดับสูงกว่าความจุเก็บกัก ประกอบกับยังต้องติดตามสถานการณ์น้ำที่จะไหลเข้าอ่างเพิ่มเติม

จึงได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ประเมินสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง และบริหารการระบายน้ำให้เหมาะสมกับศักยภาพของระบบ โดยคำนึงถึงความมั่นคงของอาคารชลประทานและความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ท้ายน้ำเป็นสำคัญ

ปัจจุบัน โครงการชลประทานระยองมีความจำเป็นต้องเร่งระบายน้ำจากอาคารระบายน้ำล้นสู่ลำน้ำเดิม (River Outlet) โดยเปิดระบายน้ำ 100% ในอัตราประมาณ 6.02 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งอาจส่งผลให้ระดับน้ำบริเวณด้านท้ายน้ำและพื้นที่ริมตลิ่งเพิ่มสูงขึ้น จึงได้ประสานหน่วยงานในพื้นที่ ผู้นำชุมชน และประชาชนในพื้นที่เสี่ยงให้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ระดับน้ำที่อาจเพิ่มสูงขึ้น

สำหรับพื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวัง ได้แก่ ตำบลทุ่งควายกิน ตำบลน้ำเป็น ตำบลบ้านนา และตำบลคลองปูน อำเภอแกลง จังหวัดระยอง โดยกรมชลประทานได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ติดตามระดับน้ำและสถานการณ์ด้านท้ายน้ำอย่างต่อเนื่อง พร้อมเตรียมความพร้อมด้านเครื่องจักร เครื่องมือ และบุคลากร เพื่อให้สามารถเข้าให้ความช่วยเหลือและบริหารจัดการสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงทีหากมีการเปลี่ยนแปลง

ทั้งนี้ กรมชลประทานจะประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง พร้อมแจ้งข้อมูลสถานการณ์น้ำให้ประชาชนได้รับทราบเป็นระยะ เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ท้ายน้ำสามารถเตรียมความพร้อมและติดตามสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที