วันที่ 10 มิถุนายน 2569 ที่วัดลิเจีย ตำบลปรังเผล อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี มีการจัดพิธีฌาปนกิจศพ น้ององุ่น เด็กหญิงวัย 7 ขวบ ที่เสียชีวิตจากเหตุสะเทือนขวัญ หลังในเวลาต่อมาพี่สาววัย 13 ปี รับสารภาพว่าเป็นผู้ลงมือทำให้น้องเสียชีวิต ก่อนที่น้าชายวัย 17 ปี จะช่วยนำศพไปอำพรางไว้ใต้กอไผ่กลางสวนยางพาราในพื้นที่หมู่ 4 ตำบลปรังเผล

บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความโศกเศร้า โดย พล.ต.ท.จักรเพชร เพชรพลอยนิล ผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดนภาค 1 เดินทางมาเป็นประธานในพิธี ท่ามกลางครอบครัว ญาติพี่น้อง ประชาชน ผู้นำชุมชน ครู และเพื่อนบ้านในพื้นที่กว่า 500 คน ที่มาร่วมไว้อาลัย ก่อนเริ่มพิธีได้เป็นผู้แทนมอบเงินช่วยเหลือแก่ครอบครัวน้ององุ่น ซึ่งเป็นเงินพระราชทานสำหรับจัดงานศพจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และเงินช่วยเหลือจาก พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จากนั้นเวลา 14.00 น. ญาติได้เคลื่อนร่างเวียนรอบเมรุ 3 รอบ ก่อนประกอบพิธีวางดอกไม้จันทน์โดยไม่มีพิธีสงฆ์และทอดผ้าบังสุกุลตามความเชื่อของครอบครัว ขณะที่ผู้เป็นพ่อกล่าวอำลาลูกสาวทั้งน้ำตาว่า ไปดีนะลูก ชาติหน้าเกิดมาเป็นลูกพ่ออีกนะ

ด้านนายวิวัฒน์ ธนาปัญญาวรคุณ ผู้อำนวยการมูลนิธิวันสกาย (One Sky Foundation) ซึ่งทำงานด้านเด็กและครอบครัวในพื้นที่อำเภอสังขละบุรีมานานกว่า 10 ปี เปิดเผยว่า จากประสบการณ์การทำงานพบว่าเกือบทุกกรณีที่เด็กถูกล่วงละเมิดหรือเผชิญความรุนแรง มักมีจุดเริ่มต้นจากการปล่อยปละละเลยของผู้ปกครองหรือผู้ดูแล โดยสังคมมักมองว่าเด็กเป็นผู้มีปัญหา ทั้งที่พฤติกรรมของเด็กเป็นเพียงผลสะท้อนจากการเลี้ยงดูและสภาพแวดล้อมภายในครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นการใช้ความรุนแรงทั้งทางร่างกายและวาจา การขาดการดูแลความปลอดภัย หรือการเลี้ยงดูแบบตามใจจนไม่มีการสร้างวินัยที่เหมาะสม

นายวิวัฒน์ยังระบุว่า ปัญหาความรุนแรงต่อเด็กไม่ได้เกิดเฉพาะในครอบครัวยากจน เพราะฐานะทางเศรษฐกิจไม่ใช่ปัจจัยหลัก แต่สิ่งสำคัญคือทัศนคติ วิธีคิด และแนวทางการเลี้ยงดูของผู้ปกครอง สำหรับกรณีของน้ององุ่นที่ใช้สื่อสังคมออนไลน์เป็นประจำ มองว่าสื่อออนไลน์เป็นเพียงปัจจัยปลายเหตุ ขณะที่สาเหตุสำคัญคือการปล่อยให้เด็กอยู่ตามลำพังเป็นเวลานานโดยขาดการดูแล หลายครอบครัวใช้สมาร์ตโฟนเป็นเครื่องมือเลี้ยงดูเด็กแทนตนเอง ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่ออันตรายหากไม่มีผู้ใหญ่คอยกำกับดูแล ดังนั้น การแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนอย่างยั่งยืนจึงต้องให้ความสำคัญกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ทัศนคติ และความรับผิดชอบของผู้ปกครอง เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและเหมาะสมต่อการเติบโตของเด็กเป็นอันดับแรก
เรียบเรียงโดย มุมข่าว