วันที่ 11 สิงหาคม 2569 น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยมติคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับการปฏิรูประบบบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ โดยรัฐบาลเห็นว่าจำเป็นต้องปรับระบบให้เหมาะสมกับสถานะทางการคลังของประเทศ หลังพบว่างบประมาณรายจ่ายประจำอยู่ที่ประมาณ 70% และมีสัดส่วนงบด้านบุคลากรอยู่ในระดับสูง ขณะที่รัฐบาลยังมีภารกิจสำคัญหลายด้านที่ต้องใช้งบประมาณในการขับเคลื่อนประเทศ
ก่อนหน้านี้ คณะรัฐมนตรีมีมติแต่งตั้งคณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ โดยมีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เพื่อศึกษาแนวทางการปฏิรูประบบบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐให้เป็นไปตามนโยบายที่รัฐบาลแถลงต่อรัฐสภา โดยในการประชุมคณะรัฐมนตรีล่าสุด มีมติเห็นชอบข้อเสนอของคณะกรรมการฯ ดังนี้
กรณีการจัดสรรอัตราข้าราชการตั้งใหม่ ให้ชะลอการขอจัดสรรอัตราข้าราชการตั้งใหม่ในทุกกรณี โดยให้ส่วนราชการตรึงอัตรากำลัง บริหารอัตรากำลังที่มีอยู่ และบรรจุอัตราว่างเท่าที่จำเป็นตามผลการสอบแข่งขันหรือคัดเลือกที่ประกาศขึ้นบัญชีแล้ว หรืออยู่ระหว่างดำเนินการสอบแข่งขันหรือคัดเลือก เพื่อควบคุมการเพิ่มกรอบอัตรากำลังโดยรวม
ทั้งนี้ ให้คณะอนุกรรมการสามัญประจำกระทรวง (อ.ก.พ. กระทรวง) พิจารณายุบเลิกกรอบอัตราข้าราชการประเภทวิชาการระดับปฏิบัติการและชำนาญการ รวมถึงประเภททั่วไประดับปฏิบัติงานและชำนาญงาน ที่ไม่มีการเบิกจ่ายงบประมาณตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2567 เป็นต้นมา ยกเว้นกรณีที่มีการประกาศรับสมัครไว้แล้ว พร้อมรายงานผลการพิจารณายุบเลิกให้คณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ (คปร.) ทราบภายในเดือนธันวาคม 2569
ให้ยุบเลิกตำแหน่งข้าราชการประเภทวิชาการและประเภททั่วไป ซึ่งเป็นอัตราว่างจากผลการเกษียณอายุราชการในปีงบประมาณ พ.ศ.2570 และเดิมเคยได้รับการทดแทนด้วยการจ้างงานรูปแบบอื่น หรือพนักงานราชการ ตามสัดส่วนที่มาตรการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ พ.ศ.2566-2570 กำหนดไว้ โดยจะไม่ทดแทนด้วยกรอบพนักงานราชการ ยกเว้นสายงานแพทย์และทันตแพทย์ของสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งจำเป็นต้องใช้สำหรับบรรจุนักศึกษาแพทย์และทันตแพทย์ที่สำเร็จการศึกษา รวมถึงผู้ปฏิบัติงานในเรือนจำ โดยมาตรการดังกล่าวให้ครอบคลุมตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ.2571-2575
ให้ยุบเลิกตำแหน่งในสายงานสนับสนุนที่ไม่มีความจำเป็นต้องใช้รูปแบบการจ้างงานประเภทข้าราชการ เมื่อผู้ดำรงตำแหน่งเกษียณอายุ จำนวน 11 สายงาน ตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ.2570 เป็นต้นไป ได้แก่ 1) เจ้าพนักงานธุรการ เฉพาะในราชการบริหารส่วนกลาง 2) เจ้าพนักงานเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ 3) เจ้าพนักงานสื่อสาร 4) เจ้าพนักงานโสตทัศนศึกษา 5) เจ้าพนักงานห้องสมุด 6) นายช่างขุดลอก 7) นายช่างพิมพ์ 8) นายช่างภาพ 9) นายช่างศิลป์ 10) บรรณารักษ์ ยกเว้นกรณีกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม และ 11) ผู้ประกาศและรายงานข่าว
สำหรับการปรับลดอัตรากำลังในสายงานสนับสนุนดังกล่าว ให้ส่วนราชการทยอยยุบเลิกตำแหน่งเมื่อผู้ดำรงตำแหน่งพ้นจากราชการ พร้อมพิจารณารูปแบบการจ้างงานอื่นที่เหมาะสมมาทดแทน ควบคู่กับการวางแผนและบริหารกำลังคนในระยะยาว เพื่อไม่ให้กระทบต่อการปฏิบัติราชการ
น.ส.รัชดา กล่าวเพิ่มเติมว่า มติ ครม. ยังให้ทุกส่วนราชการทบทวนบทบาท ภารกิจ และโครงสร้างของหน่วยงานให้สอดคล้องกับอัตรากำลังที่กำหนดตามมาตรการตรึงอัตรากำลัง รวมถึงดำเนินการตามมาตรการด้านโครงสร้างส่วนราชการ โดยต้องไม่ส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการทำงานและการให้บริการประชาชน
ขณะเดียวกัน สำนักงาน ก.พ. ได้รับมอบหมายให้จัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายและมาตรการที่เกี่ยวข้อง อาทิ มาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนด และมาตรการชะลอการกำหนดตำแหน่งเป็นระดับสูงขึ้น ขณะที่ส่วนราชการที่รับผิดชอบโดยตรงจะต้องจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย เช่น มาตรการสนับสนุนการจ้างเหมาบริการ การเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานภาครัฐด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล การปรับปรุงโครงสร้างส่วนราชการและลดความซ้ำซ้อนของหน่วยงานภาครัฐ รวมถึงการปฏิรูประบบเบี้ยหวัด บำเหน็จบำนาญ ให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศที่เปลี่ยนแปลงไป
น.ส.รัชดา ระบุว่า การปฏิรูประบบการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐในครั้งนี้ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารราชการแผ่นดิน มุ่งสนับสนุนให้ภาครัฐใช้จ่ายงบประมาณด้านบุคลากรอย่างคุ้มค่า มีโครงสร้างส่วนราชการและอัตรากำลังที่เหมาะสมกับบทบาท ภารกิจ รวมทั้งการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน ซึ่งสอดคล้องกับสถานการณ์ของประเทศในปัจจุบัน