วันที่ 2 สิงหาคม 2569 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น นิด้าโพล สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง เข้าโครงการไทยช่วยไทย พลัส แล้วสนับสนุนรัฐบาลไหม ซึ่งสำรวจระหว่างวันที่ 16-21 กรกฎาคม 2569 จากประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไป จำนวน 1,850 ตัวอย่าง ครอบคลุมทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ โดยใช้การสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) จากฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของนิด้าโพล เก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ กำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่นร้อยละ 97.0
ผลสำรวจเกี่ยวกับการเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส พบว่า ร้อยละ 71.35 เป็นบุคคลทั่วไปที่เข้าร่วมโครงการเพื่อใช้จ่ายและซื้อสินค้า รองลงมา ร้อยละ 25.19 ไม่เข้าร่วมโครงการ ร้อยละ 1.89 เป็นร้านค้าหรือผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ และร้อยละ 1.57 เป็นทั้งบุคคลทั่วไปและร้านค้าหรือผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ
สำหรับผู้ที่ไม่ได้เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส จำนวน 466 ตัวอย่าง ร้อยละ 47.42 ระบุว่า ไม่มีสิทธิเข้าร่วมโครงการ รองลงมา ร้อยละ 27.04 ไม่สนใจเข้าร่วม ร้อยละ 24.47 ลงทะเบียนไม่ทัน และร้อยละ 1.07 ระบุเหตุผลอื่น ได้แก่ ไม่ทราบวิธีลงทะเบียน และไม่มีโทรศัพท์สมาร์ทโฟนสำหรับใช้ลงทะเบียน
เมื่อสอบถามผู้ที่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส ซึ่งเป็นบุคคลทั่วไปและร้านค้าหรือผู้ประกอบการ รวม 1,384 ตัวอย่าง ถึงผลของโครงการต่อการเพิ่มรายได้ การประหยัดค่าใช้จ่าย และการกระตุ้นเศรษฐกิจ พบว่า
ด้านการช่วยเพิ่มรายได้จากการค้าขาย ร้อยละ 42.12 ระบุว่า ช่วยได้มาก รองลงมา ร้อยละ 39.52 ระบุว่า ค่อนข้างช่วยได้ ร้อยละ 7.67 ระบุว่า ไม่ได้รับประโยชน์ในด้านนี้ ร้อยละ 7.51 ระบุว่า ไม่ค่อยช่วย ร้อยละ 2.02 ระบุว่า ไม่ช่วยเลย และร้อยละ 1.16 ไม่ตอบหรือไม่ทราบ
ด้านการช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย ร้อยละ 48.92 ระบุว่า ค่อนข้างช่วยได้ รองลงมา ร้อยละ 40.61 ระบุว่า ช่วยได้มาก ร้อยละ 9.02 ระบุว่า ไม่ค่อยช่วย และร้อยละ 1.45 ระบุว่า ไม่ช่วยเลย
ด้านการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ ร้อยละ 45.09 ระบุว่า ค่อนข้างช่วยได้ รองลงมา ร้อยละ 33.74 ระบุว่า ช่วยได้มาก ร้อยละ 15.83 ระบุว่า ไม่ค่อยช่วย ร้อยละ 4.62 ระบุว่า ไม่ช่วยเลย และร้อยละ 0.72 ไม่ตอบหรือไม่ทราบ
เมื่อสอบถามผู้เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส เกี่ยวกับการตัดสินใจสนับสนุนรัฐบาลภายหลังได้รับประโยชน์จากโครงการ พบว่า ร้อยละ 33.24 ยังไม่แน่ใจว่าจะตัดสินใจอย่างไร รองลงมา ร้อยละ 26.81 ระบุว่า โครงการมีส่วนทำให้สนับสนุนรัฐบาล ร้อยละ 25.43 ระบุว่า ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่สนับสนุนรัฐบาล ร้อยละ 14.23 ระบุว่า จะมีหรือไม่มีโครงการก็สนับสนุนรัฐบาลอยู่แล้ว และร้อยละ 0.29 ไม่ตอบหรือไม่สนใจ
สำหรับลักษณะทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง พบว่า ร้อยละ 8.05 มีภูมิลำเนาอยู่กรุงเทพมหานคร ร้อยละ 18.59 อยู่ภาคกลาง ร้อยละ 17.74 อยู่ภาคเหนือ ร้อยละ 34.11 อยู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร้อยละ 13.08 อยู่ภาคใต้ และร้อยละ 8.43 อยู่ภาคตะวันออก โดยร้อยละ 47.35 เป็นเพศชาย และร้อยละ 52.65 เป็นเพศหญิง
ด้านอายุ ร้อยละ 12.81 มีอายุ 18-25 ปี ร้อยละ 18.16 อายุ 26-35 ปี ร้อยละ 18.11 อายุ 36-45 ปี ร้อยละ 25.35 อายุ 46-59 ปี และร้อยละ 25.57 อายุ 60 ปีขึ้นไป ขณะที่ร้อยละ 95.68 นับถือศาสนาพุทธ ร้อยละ 3.46 นับถือศาสนาอิสลาม และร้อยละ 0.86 นับถือศาสนาคริสต์และศาสนาอื่น
ด้านสถานภาพ ร้อยละ 38.92 โสด ร้อยละ 58.76 สมรส และร้อยละ 2.32 หม้าย หย่าร้าง หรือแยกกันอยู่ ส่วนระดับการศึกษา ร้อยละ 0.27 ไม่ได้รับการศึกษา ร้อยละ 17.73 จบประถมศึกษา ร้อยละ 37.46 จบมัธยมศึกษาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 9.73 จบอนุปริญญาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 30.38 จบปริญญาตรีหรือเทียบเท่า และร้อยละ 4.43 จบการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี
ด้านอาชีพ ร้อยละ 10.16 เป็นข้าราชการ ลูกจ้าง หรือพนักงานรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 17.03 เป็นพนักงานเอกชน ร้อยละ 22.59 เป็นเจ้าของธุรกิจหรือประกอบอาชีพอิสระ ร้อยละ 10.05 เป็นเกษตรกรหรือประมง ร้อยละ 17.90 รับจ้างทั่วไปหรือผู้ใช้แรงงาน ร้อยละ 16.54 เป็นพ่อบ้าน แม่บ้าน เกษียณอายุ หรือว่างงาน และร้อยละ 5.73 เป็นนักเรียนหรือนักศึกษา
ด้านรายได้เฉลี่ยต่อเดือน พบว่า ร้อยละ 17.57 มีรายได้ไม่เกิน 5,000 บาท ร้อยละ 3.24 มีรายได้ 5,001-10,000 บาท ร้อยละ 16.38 มีรายได้ 10,001-20,000 บาท ร้อยละ 35.08 มีรายได้ 20,001-30,000 บาท ร้อยละ 12.16 มีรายได้ 30,001-40,000 บาท ร้อยละ 4.05 มีรายได้ 40,001-50,000 บาท ร้อยละ 2.11 มีรายได้ 50,001-60,000 บาท ร้อยละ 1.46 มีรายได้ 60,001-70,000 บาท ร้อยละ 0.54 มีรายได้ 70,001-80,000 บาท และร้อยละ 7.41 มีรายได้ตั้งแต่ 80,001 บาทขึ้นไป
