วันที่ 26 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา รัฐบาลเดินหน้าปฏิรูประบบราชการครั้งใหญ่ โดยเตรียมปรับโครงสร้างหน่วยงานภาครัฐที่มีภารกิจซ้ำซ้อนหรือไม่สอดคล้องกับภารกิจในปัจจุบัน พร้อมวางแนวทางดูแลบุคลากรที่ได้รับผลกระทบจากการยุบหรือควบรวมหน่วยงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของภาครัฐและลดภาระงบประมาณในระยะยาว
นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มอบนโยบายให้เร่งทบทวนและปรับโครงสร้างหน่วยงานภาครัฐที่มีภารกิจซ้ำซ้อน โดยหน่วยงานแรกที่อยู่ระหว่างการพิจารณาคือ สถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) หรือ บจธ. ซึ่งมีแนวโน้มจะถูกรวมภารกิจเข้ากับสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (สคทช.) เนื่องจากมีบทบาทและภารกิจที่เกี่ยวข้องกัน
นอกจากนี้ รัฐบาลยังเตรียมพิจารณาปรับโครงสร้างหน่วยงานอื่นเพิ่มเติม อาทิ สำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) รวมถึงองค์การมหาชนอีก 4-5 แห่งที่ไม่ผ่านการประเมินประสิทธิภาพต่อเนื่อง แม้จะได้รับโอกาสในการปรับปรุงการดำเนินงานมาแล้วก่อนหน้านี้
นายปกรณ์ระบุว่า การดำเนินการดังกล่าวจะเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อการปฏิบัติงานและบุคลากรภาครัฐ โดยสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) จะเป็นผู้รับผิดชอบในการประเมินหน่วยงานราชการ ขณะที่รัฐวิสาหกิจจะอยู่ภายใต้การพิจารณาของกระทรวงการคลัง โดยใช้หลักเกณฑ์สำคัญคือความซ้ำซ้อนของภารกิจและความจำเป็นในการคงอยู่ของหน่วยงาน
สำหรับบุคลากรที่ได้รับผลกระทบจากการยุบหรือควบรวมหน่วยงาน รัฐบาลได้เตรียมแนวทางรองรับไว้ 2 รูปแบบ ได้แก่ การสมัครเข้าร่วมโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด (Early Retirement) สำหรับผู้ที่ประสงค์ออกจากราชการ และการโอนย้ายไปปฏิบัติงานในหน่วยงานใหม่ตามความเหมาะสม โดยสิทธิประโยชน์จะเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของหน่วยงานที่รับโอน
รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมายย้ำว่า การปฏิรูประบบราชการครั้งนี้เป็นภารกิจสำคัญที่รัฐบาลต้องผลักดัน แม้อาจต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม เนื่องจากหลายประเทศทั่วโลกกำลังปรับตัวเพื่อลดต้นทุนภาครัฐ รับมือกับความผันผวนทางเศรษฐกิจ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
ทั้งนี้ รัฐบาลเชื่อว่าการปรับโครงสร้างหน่วยงานภาครัฐจะช่วยลดความซ้ำซ้อน เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และสร้างความคล่องตัวในการบริหารประเทศในระยะยาว พร้อมขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนให้มองถึงประโยชน์ส่วนรวมของประเทศเป็นสำคัญ เพื่อให้การปฏิรูประบบราชการสามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ