วันที่ 28 กันยายน 2569 ตำรวจชุดสืบสวน สภ.พลับพลาชัย เข้าควบคุมตัวนายสุรัติ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 33 ปี ชาว ต.สำโรง อ.พลับพลาชัย จ.บุรีรัมย์ หลังตกเป็นผู้ต้องสงสัยก่อเหตุใช้ขวานทำร้ายนายพีรพัตร หรือ “กี้” (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 34 ปี ซึ่งเป็นเพื่อนของตัวเองจนเสียชีวิตภายในบ้านพักของผู้เสียชีวิตในพื้นที่ อ.พลับพลาชัย จ.บุรีรัมย์
ต่อมานายสุรัติให้การรับสารภาพว่า เป็นผู้ลงมือทำร้ายเพื่อนจนเสียชีวิตจริง โดยเหตุเกิดเมื่อคืนวันศุกร์ที่ 25 ก.ย. ที่ผ่านมา อ้างว่าใช้ขวานฟันบริเวณใบหน้าและหน้าอกหลายครั้ง ก่อนหลบหนีออกจากที่เกิดเหตุ โดยอ้างว่าสาเหตุเกิดจากการไปหาผู้เสียชีวิตแล้วมีปากเสียงทะเลาะกัน จึงลงมือก่อเหตุ
อย่างไรก็ตาม ตำรวจยังไม่ปักใจเชื่อคำให้การทั้งหมด เนื่องจากผลตรวจปัสสาวะของนายสุรัติพบเป็นสีม่วง เบื้องต้นจึงอยู่ระหว่างตรวจสอบประเด็นเกี่ยวกับยาเสพติด โดยตำรวจตั้งข้อสังเกตว่าทั้งสองอาจมีความขัดแย้งกันเรื่องยาเสพติด และมีความเป็นไปได้ว่านายสุรัติอาจมาขอยาไปเสพ แต่ผู้เสียชีวิตไม่ให้ จนเกิดการทะเลาะวิวาทและนำไปสู่เหตุรุนแรงดังกล่าว ซึ่งยังต้องสอบสวนเพื่อหาข้อเท็จจริงต่อไป
จากการตรวจสอบสภาพร่างผู้เสียชีวิตเบื้องต้น พบว่าถูกของมีคมทำร้ายบริเวณใบหน้าและหน้าอกหลายครั้ง ศีรษะมีลักษณะยุบ มีบาดแผลและรอยฟกช้ำตามร่างกายหลายแห่ง รวมถึงลูกตาหายไป 1 ข้าง เจ้าหน้าที่คาดว่าอาจถูกทำร้ายอย่างรุนแรงหลายครั้ง ก่อนเสียชีวิต
เบื้องต้นตำรวจแจ้งข้อหานายสุรัติ ในความผิดฐาน ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา และเสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีนหรือยาบ้า) โดยฝ่าฝืนกฎหมาย ก่อนดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายต่อไป
ด้าน น.ส.เสมอ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 53 ปี เพื่อนบ้าน เปิดเผยว่า ปกติผู้เสียชีวิตมักเปิดเพลงเสียงดังเป็นประจำทุกวัน แต่เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา กลับผิดสังเกตเนื่องจากไม่ได้ยินเสียงเพลงเหมือนเช่นเคย กระทั่งเมื่อประมาณ 2 วันที่ผ่านมา แม่ของผู้เสียชีวิตกลับมาจากช่วยญาติห่อข้าวต้มเพื่อเตรียมงานบุญสารท เมื่อเปิดบ้านเข้าไปจึงพบลูกชายเสียชีวิตอยู่ภายในบ้าน จึงคาดว่าน่าจะถูกทำร้ายและเสียชีวิตตั้งแต่คืนวันศุกร์ที่ 25 ก.ย.
ขณะที่นางเนิน (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 59 ปี ป้าของผู้เสียชีวิต กล่าวว่า เมื่อเห็นสภาพศพรู้สึกสะเทือนใจและรับไม่ได้ เนื่องจากเหตุการณ์รุนแรงเกินไป โดยผู้ก่อเหตุทั้งเป็นเพื่อนและเป็นญาติของผู้เสียชีวิต อีกทั้งยังมากินมานอนที่บ้านหลังนี้เป็นประจำ แต่กลับก่อเหตุรุนแรงถึงขั้นดังกล่าว