วันที่ 6 สิงหาคม 2569 ที่คณะกรรมาธิการการทหาร สภาผู้แทนราษฎร เปิดห้องประชุมนัดสำคัญเพื่อเดินหน้าตรวจสอบประเด็นร้อนเป็นของสังคม โดยมีวาระการประชุมสำคัญที่จะต้องติดตามความคืบหน้ากรณีการสูญเสียชีวิตของทหารกองประจำการในระหว่างเข้ารับการฝึกถึง 2 รายในพื้นที่ภาคตะวันออก ได้แก่ ทหารใหม่สังกัดมณฑลทหารบกที่ 12 ค่ายจักรพงษ์ จังหวัดปราจีนบุรี และทหารใหม่สังกัดกองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ (ร.21 พัน.3 รอ.) ค่ายนวมินทราชินี จังหวัดชลบุรี ซึ่งการประชุมครั้งนี้ได้มีการใช้อำนาจเรียกตัวผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) พร้อมด้วยผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดปราจีนบุรี ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรี และฝ่ายผู้ร้องเรียน เข้ามาชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างละเอียดเพื่อสร้างความกระจ่างให้แก่สังคมและครอบครัวผู้สูญเสีย

ขณะเดียวกัน ในฝั่งงานตรวจสอบการใช้งบประมาณกองทัพ นายฉัตร สุภัทรวณิชย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครราชสีมา พรรคประชาชน ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการการทหาร ได้ยื่นหนังสือถึงประธาน กมธ.การทหาร เพื่อยื่นเรื่องร้องเรียนขอให้มีการตรวจสอบโครงการก่อสร้างบังเกอร์คุ้มภัยทหารในพื้นที่ชายแดนจังหวัดจันทบุรีและจังหวัดตราด ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) หลังได้รับเบาะแสพร้อมหลักฐานภาพถ่ายสุดอึ้งว่า บังเกอร์ดังกล่าวมีการนำแผ่นคอนกรีตสำเร็จรูปมาต่อกันเป็นผนัง แล้วใช้เพียง ท่อนไม้ธรรมชาติ มาทำเป็นเสาคุ้มยันรับน้ำหนัก และใช้เสาไม้ร่วมกับแผ่นพลาสติกทำเป็นโครงสร้างหลังคาเพื่อรองรับดิน สภาพดังกล่าวก่อให้เกิดความกังวลอย่างยิ่งว่านอกจากจะไม่สามารถป้องกันสะเก็ดระเบิดหรือกระสุนปืนในยามปฏิบัติการจริงได้แล้ว เสาไม้ธรรมชาติยังสุ่มเสี่ยงที่จะพังทลายลงมาจากน้ำหนักดินที่เพิ่มขึ้นในฤดูฝน ซึ่งถือเป็นการเสี่ยงอันตรายต่อชีวิตและสวัสดิภาพของกำลังพลด่านหน้าเป็นอย่างมาก
นอกจากนี้ ยังพบข้อสงสัยเรื่องความคุ้มค่าและความโปร่งใส เนื่องจากโครงการดังกล่าวได้รับอนุมัติวงเงินงบประมาณสูงถึงบังเกอร์ละ 50,000 บาท จำนวนรวมประมาณ 90 หลัง แต่กลับมีข้อมูลวงในระบุว่ามีการสั่งทำจริงในราคาเพียงประมาณ 35,000 บาทต่อหลังเท่านั้น สภาพงานก่อสร้างที่ปรากฏจึงอาจไม่สอดคล้องกับมาตรฐานและงบประมาณที่ได้รับการจัดสรร ทาง กมธ.การทหาร จึงเตรียมเรียกตัวผู้บัญชาการ กปช.จต. คณะกรรมการจัดซื้อจัดจ้าง และผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด เข้ามาชี้แจงพร้อมส่งมอบเอกสารขอบเขตงาน (TOR) และรายการแสดงปริมาณงานและราคา (BOQ) เพื่อเอกซเรย์ความโปร่งใสในโครงการนี้อย่างถึงที่สุด

ในอีกด้านหนึ่งของการติดตามผลประโยชน์แผ่นดิน กองทัพเรือ โดย พลเรือเอก ถุงเงิน จงรักชอบ ที่ปรึกษาพิเศษกองทัพเรือ ในฐานะประธานกรรมการบริหารเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกของกองทัพเรือ (กพอน.ทร.) ได้ทำหนังสือชี้แจงส่งถึงประธาน กมธ.การทหาร เพื่อรายงานรายละเอียดรายได้จากการให้เช่าที่ราชพัสดุในพื้นที่เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษเมืองการบินภาคตะวันออก (EECa) โดยระบุว่ากองทัพเรือได้รับการจัดสรรเงินค่าเช่าที่ราชพัสดุและค่าตอบแทนการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ดังกล่าว ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 จากสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพ.) เรียบร้อยแล้ว เป็นจำนวนเงินรวมทั้งสิ้น 6,605,868 บาท ซึ่งครอบคลุมรายได้จากการประกอบธุรกิจหลากหลายประเภทในพื้นที่ ทั้งโครงการโรงงานผลิตน้ำประปาและบำบัดน้ำเสีย โครงการบริการเติมน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยาน ตลอดจนโครงการโรงงานผลิตไฟฟ้าและน้ำเย็น ยืนยันการนำส่งรายได้เข้าราชการตามขั้นตอนกฎหมายอย่างถูกต้อง
