ข่าวโซเชียล

เอาแล้วไง! เพจดังเปิดภาพ พี่ใหญ่คนสนิทที่ไอ้ป๋องนับถือ

|
เอาแล้วไง! เพจดังเปิดภาพ พี่ใหญ่คนสนิทที่ไอ้ป๋องนับถือ

วันที่ 4 สิงหาคม 2569 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง หลังมีการกล่าวอ้างผ่านรายการโหนกระแส จาก เอ (นามสมมติ) หนึ่งในผู้เสียหายของ นายป๋อง ฑนา ผู้ต้องหาคดีฆาตกรรมอำพราง 5 ศพ ประกอบด้วย 2 พี่น้องชาวรัสเซีย และครอบครัวชาวไทย 3 คน พ่อ แม่ และลูก โดยระบุว่า นายป๋อง เคยพาไปรับยาเสพติดจากผู้บังคับบัญชาที่เป็นตำรวจใน สภ.ห้วยใหญ่ พร้อมอ้างว่าจะนำยาเสพติดไปจำหน่ายและนำเงินไปซื้อทอง แม้ตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรีจะยืนยันว่า บุคคลดังกล่าวไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง แต่ประเด็นดังกล่าวยังคงได้รับความสนใจจากประชาชนอย่างต่อเนื่อง

ล่าสุด พล.ต.อ.กิตติรัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) มีคำสั่งให้เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงในทุกประเด็นว่า ข้อกล่าวหาที่เผยแพร่ผ่านสื่อมีมูลความจริงหรือไม่ หากพบว่ามีมูล จะดำเนินการทั้งทางวินัยและทางอาญาอย่างเด็ดขาด พร้อมกำชับให้ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรี รายงานผลการตรวจสอบโดยเร็ว

นอกจากนี้ ยังสั่งการให้ผู้บังคับบัญชาของนายตำรวจที่ถูกกล่าวถึง นำโทรศัพท์มือถือมาตรวจสอบโดยเร่งด่วน เพื่อรวบรวมพยานหลักฐาน หากพบหลักฐานเชื่อมโยงกับการกระทำผิด จะดำเนินคดีตามกฎหมายทันที รวมถึงหากพบว่ามีนายตำรวจรายอื่นเกี่ยวข้อง ก็จะดำเนินการตามมาตรฐานเดียวกันโดยไม่มีข้อยกเว้น

ผบ.ตร. ยืนยันว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะไม่ปกป้องเจ้าหน้าที่ที่กระทำผิด และพร้อมรายงานความคืบหน้าให้ประชาชนทราบทันที เมื่อการตรวจสอบและการสืบสวนมีข้อสรุปที่ชัดเจน

ขณะเดียวกัน ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติยังสั่งการให้ตำรวจภูธรภาค 2 ขยายผลทุกประเด็นที่มีการกล่าวอ้างในรายการโทรทัศน์ พร้อมเชิญผู้เสียหายที่ออกมาเปิดเผยข้อมูลเข้าสอบปากคำอย่างละเอียด เนื่องจากเมื่อมีการกล่าวอ้างว่ามีการกระทำความผิดเกิดขึ้น เจ้าหน้าที่มีหน้าที่ดำเนินการสืบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานตามขั้นตอนของกฎหมาย

สำหรับข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการค้ายาเสพติดนั้น ตำรวจระบุว่า คดียังอยู่ภายในอายุความ ทำให้พนักงานสอบสวนสามารถดำเนินการรวบรวมหลักฐานได้ และหากพบข้อเท็จจริงเชื่อมโยงถึงบุคคลใด จะดำเนินคดีตามกฎหมายโดยไม่มีข้อยกเว้น

ด้านเพจ ซ้อเปา - เรื่องนี้ต้องใส่ใจ ได้เผยแพร่ภาพบุคคลรายหนึ่ง พร้อมระบุข้อความว่า บุคคลดังกล่าวเป็น พี่ใหญ่คนสนิทที่ไอ้ป๋องนับถือ และเป็นอดีตตำรวจที่เกษียณราชการ โดยมียศสุดท้ายคือ ร้อยตำรวจตรี

ขณะที่ นายพัศพงศ์ ใจคล่องแคล่ว ผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษพัทยา เปิดเผยว่า ขณะนี้เรือนจำได้รับตัวผู้ต้องหาแล้ว 3 ราย ได้แก่ นายป๋อง นายธง และนายบอล โดยทั้งหมดถูกแยกกักโรคเป็นเวลา 5 วัน พร้อมเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อป้องกันการทำร้ายตัวเอง รวมถึงป้องกันไม่ให้ถูกผู้ต้องขังรายอื่นทำร้าย ส่วนผู้ต้องหาอีก 1 ราย ยังอยู่ระหว่างการสอบสวนของตำรวจ และจะถูกส่งตัวเข้าเรือนจำภายหลัง

ผู้บัญชาการเรือนจำ ระบุว่า ผู้ต้องหาทั้ง 3 คนมีสภาพร่างกายปกติ สามารถรับประทานอาหารได้ตามปกติ ไม่พบอาการเครียดหรือหวาดกลัว แม้จะมีท่าทีนิ่งเฉย โดยเจ้าหน้าที่ติดตามพฤติกรรมอย่างใกล้ชิดผ่านระบบกล้องวงจรปิดและผู้ช่วยเจ้าพนักงาน เนื่องจากคดีดังกล่าวได้รับความสนใจจากประชาชนจำนวนมาก

สำหรับ นายป๋อง พบว่าเคยถูกคุมขังในเรือนจำพิเศษพัทยามาแล้ว 3 ครั้ง และเมื่อปี 2564 เคยมีส่วนร่วมก่อเหตุทำร้ายผู้ต้องขังรายอื่นภายในเรือนจำ ก่อนถูกย้ายไปควบคุมตัวที่เรือนจำกลางระยอง และได้รับการปล่อยตัวเมื่อวันที่ 2 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยคดีล่าสุดก่อนพ้นโทษคือคดีพยายามฆ่า

เรือนจำพิเศษพัทยา ยืนยันว่า ได้กำหนดมาตรการรักษาความปลอดภัยเป็นพิเศษ ทั้งการแยกผู้ต้องหาที่เป็นคู่คดีไม่ให้อยู่ห้องเดียวกัน การตรวจสอบเครือข่ายผู้ต้องขังเดิมภายในเรือนจำ รวมถึงประเมินความเสี่ยงด้านความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง

ส่วนการจำแนกชั้นผู้ต้องขัง หากศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีฆาตกรรม ผู้ต้องขังจะถูกจัดให้อยู่ในชั้น "ต้องปรับปรุงมาก" ซึ่งเป็นชั้นต่ำสุด ทำให้โอกาสได้รับการลดวันต้องโทษหรือพักการลงโทษน้อยกว่าผู้ต้องขังคดีทั่วไป โดยการเลื่อนชั้นจะดำเนินการตามหลักเกณฑ์ของกฎหมาย ไม่ใช่ดุลยพินิจของเรือนจำ

นอกจากนี้ ผู้บัญชาการเรือนจำยังชี้แจงกรณีการติดกำไลอิเล็กทรอนิกส์ (EM) ว่า เรือนจำมีหน้าที่เสนอให้ใช้มาตรการดังกล่าวในคดีร้ายแรงทุกครั้ง แต่การพิจารณาขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของศาล ตามคำร้องของพนักงานอัยการ ภายใต้พระราชบัญญัติมาตรการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำ

สำหรับกระแสข่าวที่ระบุว่า นายป๋อง มีประวัติรักษาอาการทางจิตหรือใช้ยาจิตเวชนั้น ผู้บัญชาการเรือนจำยืนยันว่า จากการคัดกรองสุขภาพกายและสุขภาพจิตเบื้องต้น ยังไม่พบข้อมูลหรืออาการผิดปกติ อย่างไรก็ตาม ทีมพยาบาลและนักจิตวิทยาคลินิกจะติดตามประเมินอาการอย่างใกล้ชิดต่อไปตลอดระยะเวลาที่ถูกควบคุมตัว

ABOUT THE AUTHOR

neen

ทีมข่าว Siam News