วันที่ 3 มิถุนายน 2569 ศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กชื่อ Jessada Denduangboripant แสดงความคิดเห็นถึงกรณีหนุ่มไรเดอร์ถูกฟ้าผ่าขณะขี่รถจักรยานยนต์บนสะพานต่างระดับรัชวิภา จนได้รับบาดเจ็บสาหัส โดยระบุว่า

[#Factcheck] สร้อยคอ หมวกกันน็อค ฯลฯ ไม่ได้ล่อฟ้าผ่ามอเตอร์ไซค์
จากเหตุการณ์รถจักรยานยนต์ถูกฟ้าผ่า ส่งผลให้ผู้ขับขี่ได้รับบาดเจ็บสาหัส ได้มีการแสดงความคิดเห็นกันอย่างกว้างขวางในโลกออนไลน์ โดยบางส่วนตั้งข้อสังเกตว่าอาจเกิดจากผู้ขับขี่สวมสร้อยคอ จึงกลายเป็นตัวล่อให้ฟ้าผ่า รวมถึงมีการพูดถึงหมวกกันน็อค โทรศัพท์มือถือ หรือกล่องเก็บของท้ายรถ ว่าอาจเป็นสาเหตุที่ดึงดูดฟ้าผ่าด้วย
อย่างไรก็ตาม ศ.ดร.เจษฎา ระบุว่า วัตถุเหล่านี้ไม่ได้เป็นตัวล่อหรือดึงดูดฟ้าผ่าแต่อย่างใด แต่เป็นความโชคร้ายที่รถจักรยานยนต์อยู่ในตำแหน่งสูงเด่นบนสะพานยกระดับ และเคลื่อนผ่านจุดที่ฟ้าผ่าลงมาพอดี ซึ่งหากไม่ใช่รถคันดังกล่าว ก็อาจเป็นรถคันอื่นที่อยู่บริเวณนั้นในช่วงเวลาเดียวกัน
ตามรายงานข่าวระบุว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 15.41 น. ขณะที่ชายคนหนึ่งกำลังขี่รถจักรยานยนต์บนสะพานยกระดับรัชวิภา เหนือถนนวิภาวดีรังสิต มุ่งหน้าแยกรัชโยธิน ก่อนถูกฟ้าผ่าลงมา ส่งผลให้รถเสียหลักล้มและได้รับบาดเจ็บสาหัส โดยพบแผลบริเวณลำคอ รอยไหม้ที่ใบหูและศีรษะ รวมถึงสร้อยคอสเตนเลสขาดทั้งเส้น หลังเกิดเหตุอาสาสมัครกู้ภัยได้เข้าช่วยเหลือปฐมพยาบาล ก่อนนำตัวส่งโรงพยาบาลเกษมราษฎร์ ประชาชื่น
ศ.ดร.เจษฎา อธิบายเพิ่มเติมว่า อุปกรณ์หรือสิ่งของต่างๆ ที่อยู่กับผู้ขับขี่ ไม่ได้เป็นตัวดึงดูดให้ฟ้าผ่า หากจะพิจารณาเรื่องโลหะแล้ว ตัวรถจักรยานยนต์ทั้งคันยังน่าจะถูกตั้งข้อสังเกตมากกว่า แต่สาเหตุสำคัญมาจากการที่รถอยู่ในพื้นที่โล่งแจ้ง บนสะพานสูง ระหว่างเกิดฝนฟ้าคะนอง ซึ่งถือเป็นพื้นที่เสี่ยง เนื่องจากเป็นจุดสูงเด่นที่ประจุไฟฟ้าในอากาศมักเคลื่อนตัวผ่านเส้นทางที่สั้นที่สุดลงสู่พื้นดิน และมักผ่านวัตถุที่อยู่สูงกว่าสิ่งรอบข้าง
สำหรับร่องรอยบาดแผลไหม้ที่เกิดขึ้นตามแนวสร้อยคอ จนทำให้หลายคนเข้าใจว่าสร้อยคอเป็นสาเหตุที่ล่อฟ้าผ่านั้น แท้จริงแล้วเกิดจากกระแสไฟฟ้าจากฟ้าผ่าที่ไหลผ่านโลหะของสร้อย ทำให้เกิดการเหนี่ยวนำและสะสมความร้อน จนส่งผลให้เกิดแผลไหม้รุนแรงบริเวณดังกล่าว
เช่นเดียวกับกรณีโทรศัพท์มือถือที่เกิดความเสียหายหรือระเบิดเมื่อถูกผลกระทบจากฟ้าผ่า ซึ่งเป็นผลจากกระแสไฟฟ้าที่เกิดขึ้นภายหลัง ไม่ใช่เพราะโทรศัพท์มือถือเป็นตัวดึงดูดให้ฟ้าผ่าลงมา
นอกจากนี้ ยังระบุด้วยว่า การขับขี่รถจักรยานยนต์ในช่วงที่มีฝนฟ้าคะนองมีความเสี่ยงมากกว่าการอยู่ในรถยนต์ เนื่องจากเมื่อรถยนต์ถูกฟ้าผ่า โครงสร้างโลหะของตัวรถจะทำหน้าที่เสมือน กรงฟาราเดย์ (Faraday cage) ทำให้กระแสไฟฟ้าวิ่งผ่านรอบตัวรถก่อนลงสู่พื้นดิน โดยไม่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ที่อยู่ภายในรถ แต่รถจักรยานยนต์ไม่มีโครงสร้างป้องกันลักษณะดังกล่าว ผู้ขับขี่จึงมีโอกาสได้รับกระแสไฟฟ้าโดยตรงมากกว่า
ศ.ดร.เจษฎา ยังแนะนำว่า ในช่วงฤดูฝน ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ควรหลีกเลี่ยงการเดินทางผ่านพื้นที่สูงเด่น เช่น สะพานต่างระดับ หรือพื้นที่โล่งแจ้งอย่างถนนสายเปลี่ยวและทุ่งนา หากเป็นไปได้ควรหยุดพักและหาที่หลบฝนในอาคารที่แข็งแรง หรือบริเวณใต้โครงสร้างสะพานที่มีความปลอดภัย ไม่ควรจอดหลบฝนใต้ต้นไม้หรือป้ายโฆษณา เนื่องจากมีความเสี่ยงถูกฟ้าผ่าหรือเกิดการหักโค่นลงมาทับได้
ส่วนการใช้โทรศัพท์มือถือในช่วงฝนฟ้าคะนองนั้น ย้ำว่า ทั้งตัวเครื่องและสัญญาณโทรศัพท์ไม่ได้เป็นตัวล่อฟ้าผ่าอย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่หากเกิดฟ้าผ่าในบริเวณใกล้เคียง อาจทำให้เกิดการเหนี่ยวนำกระแสไฟฟ้าในอากาศ ส่งผลให้โทรศัพท์เกิดการลัดวงจรหรือระเบิดได้ ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้ใช้งาน โดยเฉพาะขณะกำลังใช้งานแนบกับใบหน้า
เรียบเรียงโดย มุมข่าว